สุขสันต์ วันดี
เปรมปรี ดี๊ด๊า
ได้จับนม ถ้วนหน้า (ช)
ถูกจับนม ทั่วกัน (ญ)

สินา วิทยวิโรจน์
13 เมษายน 2555

ในความทรงจำช่วงชั้นประถมศึกษาของข้าพเจ้า ทุก ๆ วันก่อนถึงวันพ่อของทุก ๆ ปี ครูประจำชั้นจะส่ังงานให้นักเรียนทุกคนในชั้นเขียนการ์ดอวยพรให้พ่อลงบนกระดาษขนาดเอสีพับครึ่ง โดยใช้ได้ทั้งสีไม้ สีเทียน หรือสีชอร์คตามแต่ความชอบส่วนตัว และต้องทำให้เสร็จสิ้นในหนึ่งคาบเรียน จากนั้นคุณครูประจำชั้นจะเป็นผู้ตรวจทานให้อีกทีหนึ่ง และสุดท้ายก็จะส่งคืนให้นักเรียนทุกคนนำกลับไปมอบให้พ่อในวันพ่อที่จะเวียนมาถึงในไม่ช้า 

คุณครูหัวใสก็มักจะจ้ำจี้จ้ำไชก่อนเริ่มแจกอุปกรณ์เสียทุกครั้งว่า "นักเรียนทุกคนต้องให้พ่อนั่งที่เก้าอี้นะคะ แล้วกราบพ่อที่ตักพร้อมกับมอบพวงมาลัย และการ์ดอวยพรให้ท่าน" ซึ่งเด็กน้อยหน้าสะหลอนอย่างข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ รู้ได้ทันทีว่านี่คือคำสั่งของคุณครู ถ้าไม่ทำอาจจะโดนดี ด้วยเหตุนี้เด็กนักเรียนทุกคนจึงตั้งใจเขียนรูปคุณพ่อ และคำอวยพรกันอย่างขมักเขม้นเป็นพิเศษ ทั้ง ๆ ที่เมื่อเช้าอาจจะเพิ่งโดนพ่อดุที่ไม่ยอมกินข้าว หรือถูกตีก้นเพราะไม่อยากมาโรงเรียนก็ตาม

และเรื่องราวน่าสะเทือนใจของเด็กตัวเล็ก ๆ ก็เวียนมาบรรจบในวันพ่อเช่นเดียวกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในวันเขียนการ์ดอวยพรของทุกปี จะมีเพื่อนในชั้นสักคน สองคน หรือมากกว่านั้น ยกมือขึ้นถามคุณครูก่อนเริ่มเขียนการ์ดอวยพรเสมอ และความทรงจำราง ๆ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง(ที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แม้แต่ชื่อหรือหน้าตา)ยกมือขึ้น และถามอย่างเสียงดังฟังชัดว่า "หนูไม่ได้อยู่กับพ่อค่ะคุณครู" จากนั้นเด็กนักเรียนที่มีพ่อแทบจะทุกคนในชั้นเรียน(รวมถึงตัวข้าพเจ้า)จะสะดุดหูทันทีเมื่อได้ยิน จนตัองหยุดจังหวะความกระตือรือร้นของความอยากเขียนการ์ดอวยพรลงไปชั่วครู่หนึ่ง และเงยหน้ามองไปที่ใบหน้าเพื่อนที่ถามกับใบหน้าของคุณครูสลับไปมา ด้วยความฉงน สงสัย และอยากรู้ว่าคุณครูจะตอบเช่นไร (ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะได้ยินคำตอบที่เหมือน ๆ กันทุกปี แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าลุ้นทุกครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้)

ไม่นานความเงียบก็พังทลายลงเหมือนในทุกปีอีกเช่นเคย ด้วยการที่คุณครูตอบกลับพร้อมน้ำเสียงอันอ่อนหวานอย่างปลอบโยน "ไม่เป็นไรค่ะ เธอก็นำไปให้แม่แทนก็แล้วกันนะ" ต่อด้วย "เอาล่ะค่ะ ถ้าใครที่พ่อพ่อไม่อยู่ก็ขอให้มอบการ์ดนี้ให้กับคนที่เราอยู่ด้วยนะคะ จะเป็นลุง ป้า น้า อา หรือปู่ ย่า ตา ยายก็ได้ เพื่อเป็นการแสดงความรัก ความกตัญญูต่อพวกท่าน" ด้วยร้อยยิ้ม และน้ำเสียงปลอบประโลมในคำตอบของคุณครู ทำให้ความสงสัยต่อคำถามของเด็กหญิง และเพื่อน ๆ ทุกคนในชั้นได้ลดหายลงไปอีกคราหนึ่ง ทุก ๆ คนที่เหลือจึงเริ่มลงมือร่างคำ และภาพคุณพ่อลงบนกระดาษ แต่ส่วนตัวข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกแปลก ๆ ข้างใน มันคือความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อเพื่อน ๆ บางคนที่ไม่สามารถนำการ์ดอวยพรวันพ่อไปมอบให้พ่อจริง ๆ ของพวกเขาได้ (ตามความเชื่อของเด็กน้อยใสซื่อ วันพ่อก็คือวันพ่อ ไม่ได้ให้พ่อ แล้วจะเป็นวันพ่อได้ไง อะไรแบบนั้น)

แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพื่อนคนนั้นไม่มีพ่อ ก็มอบให้แม่แทน หรือถ้าเป็นวันแม่ ถ้าเพื่อนคนไหนไม่มีแม่ ก็มอบให้พ่อแทนเช่นกัน ง่าย ๆ อย่างนั้นแหละ คิดได้เช่นนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มวาดรูปลงบนการ์ดอวยพรได้อย่างสบายใจต่อไปจนหมดคาบเรียน

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเหมือนภาพราง ๆ ในความทรงจำ แต่มักจะหวนกลับขึ้นมาพร้อมคำถามในทุก ๆ วันที่วันพ่อเวียนมาบรรจบของ ทุก ๆ ปี "ข้าพเจ้าเคยกราบลงบนตักพ่อแล้วมอบการ์ดอวยพรหลังจากวันนั้นจริง ๆ หรือ" "แล้วเพื่อนคนอื่น ๆ ในตอนนั้นได้กลับไปกราบพ่อจริง ๆ หรือเปล่า" "ส่วนเพื่อนคนที่ไม่มีพ่อล่ะ ได้นำการ์ดที่ทำขึ้นไปให้แม่ แล้วกราบแม่จริง ๆ หรือ" และ "เราต้องกราบพ่อแม่เพื่อเป็นการแสดงความรักความกตัญญูเท่านั้นใช่มั้ย" 

จนในที่สุดข้าพเจ้าก็ตระหนักถึงบางสิ่งในชั่วขณะลมหายใจหนึ่ง ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ว่าข้าพเจ้าเคยกราบพ่อ หรือแม่จำนวนกี่ครั้งในช่วงวัยประถม แต่มันคือความผูกพัน และความเข้าใจซึ่งกันและกันของคนในครอบครัวที่พัฒนาขึ้นมาจนเป็นทุกวันนี้(อย่างทุลักทุเล)ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ลบเลือน หรือจางหายอย่างง่ายดาย และเป็นสิ่งที่มิอาจใช้แค่การ์ดอวยพร หรือถ้อยคำใด ๆ เป็นตัวแทนเอื้อนเอ่ยออกมาได้อย่างเช่นในวัยเยาว์ที่คุณครูสั่งให้ทำ(ก็ต้องทำ)

เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่สามารถบังคับให้ใครก็ตาม "แสดงความรู้สึก" ได้ด้วบกรอบความคิด หรือคำสั่ง เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในเวลาที่เราควรรู้สึก หรือในเหตุการณ์ที่เราต้องรู้สึกถึงความสำคัญของคนในครอบครัว เราทุกคนย่อมสามารถแสดงออกความรู้สึกที่คนมีต่อคน ๆ นั้นได้อย่างต่างกันไปตามความคิด บริบท และความเป็นปัจเจกชน เราจะไม่บอกรักพวกเขาเลยก็ได้ แต่เรามีความรู้สึกดี ๆ ให้เขาเสมอ(แม้บ่อยครั้งจะมอบความลำบากใจให้เป็นของแถม) เราอาจจะไม่เคยยกมือไหว้พวกเขาเลยสักครั้ง(แต่เวลาได้เงินจะพนมมืออย่างรวมเร็ว) แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันคือความอกตัญญู เราอาจจะไม่เคยสำนึกในคำสอนของพวกเขาเลย แต่ก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เพราะเราก็ดูแลชีวิตของตัวเองได้จากการเรียนรู้ของตัวเอง

และถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่เคยกราบไหว้พ่อแม่อย่างที่คุณครูสั่งสักที ทว่ามันก็ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวโยงเราไว้จนเป็นคำว่าครอบครัว และมันคงไม่ใช่แค่คำสั้น ๆ ว่า "รัก" ที่สวยหรูบนการ์ดอวยพรอีกต่อไป แต่มันคือทุกสิ่งที่มีความหมาย(ทั้งที่ง่ายดาย และยากเย็น)สำหรับ "เด็ก" คนหนึ่ง

เด็กคนที่จำไม่ได้ว่าเคยกราบลงบนตักผู้ปกครองหรือไม่

แต่เป็นเด็กคนเดียวกันที่จะเป็นลูกของพวกเขาตลอดไป

จวบจนวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ

 

 

 

...

ป.ล.1 แต่เด็กคนนี้ก็ยังขอเถียงพ่อแม่อย่างเสมอต้นเสมอปลายนะครับ ห้าๆๆ

ป.ล.2 ขอบคุณสำหรับ "อิสระภาพทางความคิด" ที่พ่อแม่ให้มา

 

 

 

 

าษาไทยช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก โดยเฉพาะ "ภาษาไทยราชการ" ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหลวง เพราะการใช้ภาษาไทยนี้ทำให้เราสามารถสร้างคำใหม่ได้อย่างหลากหลายไม่สิ้นสุด ทั้งยังสามารถเผยแพร่ และสื่อสารได้อย่างเข้าใจทั่วถึงกัน อย่างที่เขากล่าวไว้ว่า "ภาษาไม่มีวันตาย" ท่าจะเป็นความจริง โดยเฉพาะภาษาไทยราชการ หรือภาษาไทยกลางที่ดิ้นไปมาได้หลากหลายท่าทาง ทั้งสง่าผ่าเผย สวยงาม สมกับที่เป็นภาษาประจำสถาบันชาติไทย และดูจะเป็นภาษาที่มีอารยะที่สุดในโลก หรือไม่ก็ในจักรวาลก็ว่าได้ อาทิเช่น เราสามารถนำคำว่า "จริยธรรม" ไปแปะไว้ก่อนหน้าวลี คำ กลุ่มคำ หรือประโยคใด ๆ ก็ได้ตามต้องการ ซึ่งคำที่ตามหลังมานั้นจะดูดีขึ้นทันตาเห็น!(แม้ว่าคำนั้นจะมีมลทินดำมืดเท่าใดก็ตาม) นอกจากนั้นแล้วผู้ที่พูด เขียน หรือใช้การประสมคำประเภทนี้จะดูเป็นคนดี จิตใจงดงาม เข้าใจโลก ปล่อยวาง ไม่เลือกข้าง รู้ทันการเมือง และมักลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเสมอ ๆ เพราะเป็นผู้พ้นแล้วซึ่งสิ่งต่ำทั้งปวง ยกตัวอย่างการใช้ เช่น จริยธรรม+การเมือง เป็น "จริยธรรมทางการเมือง" หรือจริยธรรม+การศึกษา เป็น "จริยธรรมทางการศึกษา" หรือจริยธรรม+กฎหมาย เป็น "จริยธรรมทางกฎหมาย" หรือจริยธรรม+ความคิด เป็น "จริยธรรมทางความคิด" เป็นต้น

 

ารใช้ภาษาไทยแบบนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าความงดงามตระการตา และมะลังมะเลืองของสังคมไทย ที่เป็นสังคม "เมืองพุทธ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชาวไทยทุกคนต้องตระหนัก และท่องจำให้ขึ้นใจ (แม้จะเข้าใจผิวเผิน หรือไม่เข้าใจเลยก็ตาม ต้องทำเป็นว่าเข้าใจ) เราไม่ควรที่จะต่อสู้เรียกเพื่อความถูกต้อง เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากขัดต่อหลักการทาง "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เพราะจะเป็นการทำให้สังคมไทยอันงดงามต้องเกิดความระแคะระคาย และสั่นคลอน จนถึงขั้นโกลาหล และวุ่นวาย เช่น หากท่านต้องการที่จะเรียกร้องให้ทางจังหวัดปล่อยน้ำในช่วงวิกฤตเช่นนี้ เนื่องจากพวกท่านทนอยู่กับน้ำเน่าเหม็นมากว่าเดือนไม่ไหวแล้ว โดยที่น้ำที่ปล่อยออกไปจะไปท่วมบริเวณเขตกรุงเทพฯชั้นในส่วนหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีจริยธรรม(ทุกทาง)มากที่สุดในประเทศนี้ก็จะตอบกลับมาว่า "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางเศรษฐกิจ ไม่รู้หรือว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมไม่ได้ เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด" หรือไม่ก็ "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางคิด ปล่อยน้ำมาก็ท่วมกันหมดนั้นแหละ ของพวกแกก็ไม่หายท่วมหรอก" หรืออาจจะเป็น "คุณที่อยู่ปริมณฑลไม่มีจริยธรรมเรื่องการบริหารจัดก