กลอนส่งความสุข ประจำเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2555
posted on 13 Apr 2012 01:46 by fling-in in Lifeเปรมปรี ดี๊ด๊า
ได้จับนม ถ้วนหน้า (ช)
ถูกจับนม ทั่วกัน (ญ)
สินา วิทยวิโรจน์
13 เมษายน 2555
ในความทรงจำช่วงชั้นประถมศึกษาของข้าพเจ้า ทุก ๆ วันก่อนถึงวันพ่อของทุก ๆ ปี ครูประจำชั้นจะส่ังงานให้นักเรียนทุกคนในชั้นเขียนการ์ดอวยพรให้พ่อลงบนกระดาษขนาดเอสีพับครึ่ง โดยใช้ได้ทั้งสีไม้ สีเทียน หรือสีชอร์คตามแต่ความชอบส่วนตัว และต้องทำให้เสร็จสิ้นในหนึ่งคาบเรียน จากนั้นคุณครูประจำชั้นจะเป็นผู้ตรวจทานให้อีกทีหนึ่ง และสุดท้ายก็จะส่งคืนให้นักเรียนทุกคนนำกลับไปมอบให้พ่อในวันพ่อที่จะเวียนมาถึงในไม่ช้า
คุณครูหัวใสก็มักจะจ้ำจี้จ้ำไชก่อนเริ่มแจกอุปกรณ์เสียทุกครั้งว่า "นักเรียนทุกคนต้องให้พ่อนั่งที่เก้าอี้นะคะ แล้วกราบพ่อที่ตักพร้อมกับมอบพวงมาลัย และการ์ดอวยพรให้ท่าน" ซึ่งเด็กน้อยหน้าสะหลอนอย่างข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ รู้ได้ทันทีว่านี่คือคำสั่งของคุณครู ถ้าไม่ทำอาจจะโดนดี ด้วยเหตุนี้เด็กนักเรียนทุกคนจึงตั้งใจเขียนรูปคุณพ่อ และคำอวยพรกันอย่างขมักเขม้นเป็นพิเศษ ทั้ง ๆ ที่เมื่อเช้าอาจจะเพิ่งโดนพ่อดุที่ไม่ยอมกินข้าว หรือถูกตีก้นเพราะไม่อยากมาโรงเรียนก็ตาม
และเรื่องราวน่าสะเทือนใจของเด็กตัวเล็ก ๆ ก็เวียนมาบรรจบในวันพ่อเช่นเดียวกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในวันเขียนการ์ดอวยพรของทุกปี จะมีเพื่อนในชั้นสักคน สองคน หรือมากกว่านั้น ยกมือขึ้นถามคุณครูก่อนเริ่มเขียนการ์ดอวยพรเสมอ และความทรงจำราง ๆ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง(ที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แม้แต่ชื่อหรือหน้าตา)ยกมือขึ้น และถามอย่างเสียงดังฟังชัดว่า "หนูไม่ได้อยู่กับพ่อค่ะคุณครู" จากนั้นเด็กนักเรียนที่มีพ่อแทบจะทุกคนในชั้นเรียน(รวมถึงตัวข้าพเจ้า)จะสะดุดหูทันทีเมื่อได้ยิน จนตัองหยุดจังหวะความกระตือรือร้นของความอยากเขียนการ์ดอวยพรลงไปชั่วครู่หนึ่ง และเงยหน้ามองไปที่ใบหน้าเพื่อนที่ถามกับใบหน้าของคุณครูสลับไปมา ด้วยความฉงน สงสัย และอยากรู้ว่าคุณครูจะตอบเช่นไร (ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะได้ยินคำตอบที่เหมือน ๆ กันทุกปี แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าลุ้นทุกครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้)
ไม่นานความเงียบก็พังทลายลงเหมือนในทุกปีอีกเช่นเคย ด้วยการที่คุณครูตอบกลับพร้อมน้ำเสียงอันอ่อนหวานอย่างปลอบโยน "ไม่เป็นไรค่ะ เธอก็นำไปให้แม่แทนก็แล้วกันนะ" ต่อด้วย "เอาล่ะค่ะ ถ้าใครที่พ่อพ่อไม่อยู่ก็ขอให้มอบการ์ดนี้ให้กับคนที่เราอยู่ด้วยนะคะ จะเป็นลุง ป้า น้า อา หรือปู่ ย่า ตา ยายก็ได้ เพื่อเป็นการแสดงความรัก ความกตัญญูต่อพวกท่าน" ด้วยร้อยยิ้ม และน้ำเสียงปลอบประโลมในคำตอบของคุณครู ทำให้ความสงสัยต่อคำถามของเด็กหญิง และเพื่อน ๆ ทุกคนในชั้นได้ลดหายลงไปอีกคราหนึ่ง ทุก ๆ คนที่เหลือจึงเริ่มลงมือร่างคำ และภาพคุณพ่อลงบนกระดาษ แต่ส่วนตัวข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกแปลก ๆ ข้างใน มันคือความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อเพื่อน ๆ บางคนที่ไม่สามารถนำการ์ดอวยพรวันพ่อไปมอบให้พ่อจริง ๆ ของพวกเขาได้ (ตามความเชื่อของเด็กน้อยใสซื่อ วันพ่อก็คือวันพ่อ ไม่ได้ให้พ่อ แล้วจะเป็นวันพ่อได้ไง อะไรแบบนั้น)
แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพื่อนคนนั้นไม่มีพ่อ ก็มอบให้แม่แทน หรือถ้าเป็นวันแม่ ถ้าเพื่อนคนไหนไม่มีแม่ ก็มอบให้พ่อแทนเช่นกัน ง่าย ๆ อย่างนั้นแหละ คิดได้เช่นนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มวาดรูปลงบนการ์ดอวยพรได้อย่างสบายใจต่อไปจนหมดคาบเรียน
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเหมือนภาพราง ๆ ในความทรงจำ แต่มักจะหวนกลับขึ้นมาพร้อมคำถามในทุก ๆ วันที่วันพ่อเวียนมาบรรจบของ ทุก ๆ ปี "ข้าพเจ้าเคยกราบลงบนตักพ่อแล้วมอบการ์ดอวยพรหลังจากวันนั้นจริง ๆ หรือ" "แล้วเพื่อนคนอื่น ๆ ในตอนนั้นได้กลับไปกราบพ่อจริง ๆ หรือเปล่า" "ส่วนเพื่อนคนที่ไม่มีพ่อล่ะ ได้นำการ์ดที่ทำขึ้นไปให้แม่ แล้วกราบแม่จริง ๆ หรือ" และ "เราต้องกราบพ่อแม่เพื่อเป็นการแสดงความรักความกตัญญูเท่านั้นใช่มั้ย"
จนในที่สุดข้าพเจ้าก็ตระหนักถึงบางสิ่งในชั่วขณะลมหายใจหนึ่ง ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ว่าข้าพเจ้าเคยกราบพ่อ หรือแม่จำนวนกี่ครั้งในช่วงวัยประถม แต่มันคือความผูกพัน และความเข้าใจซึ่งกันและกันของคนในครอบครัวที่พัฒนาขึ้นมาจนเป็นทุกวันนี้(อย่างทุลักทุเล)ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ลบเลือน หรือจางหายอย่างง่ายดาย และเป็นสิ่งที่มิอาจใช้แค่การ์ดอวยพร หรือถ้อยคำใด ๆ เป็นตัวแทนเอื้อนเอ่ยออกมาได้อย่างเช่นในวัยเยาว์ที่คุณครูสั่งให้ทำ(ก็ต้องทำ)
เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่สามารถบังคับให้ใครก็ตาม "แสดงความรู้สึก" ได้ด้วบกรอบความคิด หรือคำสั่ง เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในเวลาที่เราควรรู้สึก หรือในเหตุการณ์ที่เราต้องรู้สึกถึงความสำคัญของคนในครอบครัว เราทุกคนย่อมสามารถแสดงออกความรู้สึกที่คนมีต่อคน ๆ นั้นได้อย่างต่างกันไปตามความคิด บริบท และความเป็นปัจเจกชน เราจะไม่บอกรักพวกเขาเลยก็ได้ แต่เรามีความรู้สึกดี ๆ ให้เขาเสมอ(แม้บ่อยครั้งจะมอบความลำบากใจให้เป็นของแถม) เราอาจจะไม่เคยยกมือไหว้พวกเขาเลยสักครั้ง(แต่เวลาได้เงินจะพนมมืออย่างรวมเร็ว) แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันคือความอกตัญญู เราอาจจะไม่เคยสำนึกในคำสอนของพวกเขาเลย แต่ก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เพราะเราก็ดูแลชีวิตของตัวเองได้จากการเรียนรู้ของตัวเอง
และถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่เคยกราบไหว้พ่อแม่อย่างที่คุณครูสั่งสักที ทว่ามันก็ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวโยงเราไว้จนเป็นคำว่าครอบครัว และมันคงไม่ใช่แค่คำสั้น ๆ ว่า "รัก" ที่สวยหรูบนการ์ดอวยพรอีกต่อไป แต่มันคือทุกสิ่งที่มีความหมาย(ทั้งที่ง่ายดาย และยากเย็น)สำหรับ "เด็ก" คนหนึ่ง
เด็กคนที่จำไม่ได้ว่าเคยกราบลงบนตักผู้ปกครองหรือไม่
แต่เป็นเด็กคนเดียวกันที่จะเป็นลูกของพวกเขาตลอดไป
จวบจนวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ
...
ป.ล.1 แต่เด็กคนนี้ก็ยังขอเถียงพ่อแม่อย่างเสมอต้นเสมอปลายนะครับ ห้าๆๆ
ป.ล.2 ขอบคุณสำหรับ "อิสระภาพทางความคิด" ที่พ่อแม่ให้มา
ภาษาไทยช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก โดยเฉพาะ "ภาษาไทยราชการ" ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหลวง เพราะการใช้ภาษาไทยนี้ทำให้เราสามารถสร้างคำใหม่ได้อย่างหลากหลายไม่สิ้นสุด ทั้งยังสามารถเผยแพร่ และสื่อสารได้อย่างเข้าใจทั่วถึงกัน อย่างที่เขากล่าวไว้ว่า "ภาษาไม่มีวันตาย" ท่าจะเป็นความจริง โดยเฉพาะภาษาไทยราชการ หรือภาษาไทยกลางที่ดิ้นไปมาได้หลากหลายท่าทาง ทั้งสง่าผ่าเผย สวยงาม สมกับที่เป็นภาษาประจำสถาบันชาติไทย และดูจะเป็นภาษาที่มีอารยะที่สุดในโลก หรือไม่ก็ในจักรวาลก็ว่าได้ อาทิเช่น เราสามารถนำคำว่า "จริยธรรม" ไปแปะไว้ก่อนหน้าวลี คำ กลุ่มคำ หรือประโยคใด ๆ ก็ได้ตามต้องการ ซึ่งคำที่ตามหลังมานั้นจะดูดีขึ้นทันตาเห็น!(แม้ว่าคำนั้นจะมีมลทินดำมืดเท่าใดก็ตาม) นอกจากนั้นแล้วผู้ที่พูด เขียน หรือใช้การประสมคำประเภทนี้จะดูเป็นคนดี จิตใจงดงาม เข้าใจโลก ปล่อยวาง ไม่เลือกข้าง รู้ทันการเมือง และมักลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเสมอ ๆ เพราะเป็นผู้พ้นแล้วซึ่งสิ่งต่ำทั้งปวง ยกตัวอย่างการใช้ เช่น จริยธรรม+การเมือง เป็น "จริยธรรมทางการเมือง" หรือจริยธรรม+การศึกษา เป็น "จริยธรรมทางการศึกษา" หรือจริยธรรม+กฎหมาย เป็น "จริยธรรมทางกฎหมาย" หรือจริยธรรม+ความคิด เป็น "จริยธรรมทางความคิด" เป็นต้น
การใช้ภาษาไทยแบบนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าความงดงามตระการตา และมะลังมะเลืองของสังคมไทย ที่เป็นสังคม "เมืองพุทธ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชาวไทยทุกคนต้องตระหนัก และท่องจำให้ขึ้นใจ (แม้จะเข้าใจผิวเผิน หรือไม่เข้าใจเลยก็ตาม ต้องทำเป็นว่าเข้าใจ) เราไม่ควรที่จะต่อสู้เรียกเพื่อความถูกต้อง เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากขัดต่อหลักการทาง "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เพราะจะเป็นการทำให้สังคมไทยอันงดงามต้องเกิดความระแคะระคาย และสั่นคลอน จนถึงขั้นโกลาหล และวุ่นวาย เช่น หากท่านต้องการที่จะเรียกร้องให้ทางจังหวัดปล่อยน้ำในช่วงวิกฤตเช่นนี้ เนื่องจากพวกท่านทนอยู่กับน้ำเน่าเหม็นมากว่าเดือนไม่ไหวแล้ว โดยที่น้ำที่ปล่อยออกไปจะไปท่วมบริเวณเขตกรุงเทพฯชั้นในส่วนหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีจริยธรรม(ทุกทาง)มากที่สุดในประเทศนี้ก็จะตอบกลับมาว่า "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางเศรษฐกิจ ไม่รู้หรือว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมไม่ได้ เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด" หรือไม่ก็ "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางคิด ปล่อยน้ำมาก็ท่วมกันหมดนั้นแหละ ของพวกแกก็ไม่หายท่วมหรอก" หรืออาจจะเป็น "คุณที่อยู่ปริมณฑลไม่มีจริยธรรมเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ผมมีนะ เพราะผมดูแลแค่กรุงเทพฯอย่างเดียว" หรือไม่ก็ "พูดมาได้ไม่มีจริยธรรมทางประชาธิปไตยเสียเลย คนกรุงเทพก็มีสิทธิมีเสียงเหมือนกันนะ!" ซึ่งสุดท้ายเหล่าท่าน ๆ ผู้เรียกร้องคงได้ถูกด่าเช็ดให้ไปนั่งสมาธิฟังพระ ว. เทศนาเป็นแน่แท้
เห็นได้ชัดว่าเป็นการ "เรียกร้อง" ต่อ "สิทธิ" ที่ตัวเองพึงมีเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งยังไม่ช่วยแก้ปัญหาใด ๆ ได้ ยังเป็นการซ้ำเดิมให้เกิดปัญหามากกว่าเดิม ช่างไม่มีจริยธรรมในการเรียกร้องเอาเสียเลย
สิ่งที่ท่านพึงกระทำ และจำเป็นต้องกระทำให้ดีที่สุดก็คือ การหัดท่องจำคำว่า "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เอาไว้ให้ขึ้นใจ หากยังอยากคิดจะขัดขืน หรือแข็งข้อต่อหลักการใช้ภาษา และความคิดแบบ "เมืองพุทธ" ในประเทศแห่งนี้ ก็ขอให้จงยอมจำนนเสียเถิด เพราะสิ่งเหล่านี้เอง (จริยธรรม+อะไรสักอย่าง) จะทำให้ชาติบ้านเมืองพัฒนา และก้าวผ่านวิกฤตไปได้ เชื่อสิ มิใช่การแหกปากเรียกร้องอะไร ๆ เป็นแน่แท้ (ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันเป็นบทเรียน) นอกไปเสียจากว่าเราจะเรียกร้องอย่างมี "จริยธรรม" นำหน้า
ป.ล.แต่ถ้าหากคุณ ๆ ท่าน ๆ ท่องจำ และฝึกฝนการใช้ "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" ได้ขึ้นใจแล้ว ลองหาคำที่ดูมีความหมายไปในทางดีเช่นเดียวกับคำว่า "จริยธรรม" มาใช้แทนกัน เช่น ศีลธรรม (ศีลธรรมทางกฏหมาย-ทนายฝ่ายจำเลยไม่มีศีลธรรมทางกฏหมายเสียเลย), ตรัสรู้ (ตรัสรู้ทางการศึกษา-นักศึกษาสมัยนี้ไม่เห็นจะมีใครตรัสรู้ทางการศึกษาเล้ย) หรือ นิพพาน (นิพพานทางการเมือง-นี่คุณยังไม่นิพพานทางการเมืองอีกหรือ) เป็นต้น
"คนไทยนั้นได้ชื่อว่า หยาบช้า เลวทราม ระยําตำบอน ขาดวินัย ไร้ระเบียบ ไม่รักสามัคคี ไม่มีธรรมะ(เลย) อยากดัง อยากเอาหน้า คุยโวโอ้อวด ขี้คดขี้โกง เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลับหลังนินทา สาดเสียเทเสีย แถมปากก็เสีย ปากดี หน้าไหว้หลังหลอก ชอบกลบเกลื่อนความผิด ผักชีโรยหน้า หลงตัวเอง ชอบเหยียบผู้ที่ด้อยกว่า ชอบยกตนข่มท่าน เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น และสุดท้ายชอบยิ้ม เพราะสยามเมืองยิ้ม จบ"
ข้อเขียนนี้เกิดเพราะความเบื่อหน่ายที่คนไทยไม่ยอมรับความจริงว่าประเทศไทยนั้นมีข้อเสียข้อด้อย ไม่ได้ดีเด่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะทางวัฒนธรรมเก่าแก่ ประเพณีดีงาม ความเชื่อ(ดักดาน) หรือวิธีปฏิบัติต่อความเชื่อนั้น ๆ ความเลวทรามทั้งหมดที่เรามองเห็นไม่ได้มาจากสื่อชั้นต่ำที่บอกกันว่าเลวร้าย อย่างหนังโรคจิต หนังโป๊ หรือกลุ่มเด็กซิ่ง และยาเสพติดแค่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพสังคม และปัญหาที่สลับทับซ้อนอยู่หลายชั้น ซึ่งทำให้สังคมที่เคยดีงาม(มั้ง)กำลังค่อย ๆ ปริแตก(ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ไม่ได้เข้มแข็งร้อยเปอร์เซนต์ เป็นไปไม่ได้) บางคนที่หูตามืดมัวไปด้วยความดีงามที่เกินพอดีก็เอาแต่แหกปากด่าว่า "วัยรุ่นไทยสมัยนี้มันแย่จริง ๆ" "ผู้หญิงแบบนี้มันไม่มีสมองเหรอ" "เด็กแว้น(รวมถึงสก็อย)มันอายกันบ้างไหมที่ทำตัวแบบนี้" อยากจะถามกลับไปสู่คนที่คิดแบบนี้ว่า สมัยคุณมันดีงามดุจสวรรค์ชั้นสิบแปดหรือครับ? วัยรุ่นยุคคุณไม่เคยแหกคอกหรือครับ? สมัยคุณไม่มีซ่องหรือครับ? ไม่มียาเสพติดหรือครับ? (นี่คุณอาศัยอยู่บนดาวอะไรวะครับ) เอาล่ะ ถ้ามันไม่มีจริง ๆ แล้วผมจะเชื่อได้ไหมครับว่าคุณพูดเรื่องจริง? หรือมันเป็นเพียงภาพหลอนแห่งความดีที่คุณสร้างขึ้นมาเอง?
'คนพวกนั้น' ที่คุณด่า 'เด็กเลว' เหล่านั้นที่คุณขณะแขยงมันไม่ได้ระยําต่ำทรามแค่เพราะตัวพวกเขาเองหรอกครับ และคนเหล่านั้นก็ไม่ได้เลวเพราะสื่อหนังโป๊ ออกไปซิ่งมอเตอร์ไซต์ หรือเสพยาฯเพียงแค่นั้น(จิตใจคนมันไม่ได้แบนเหมือนกระดาษที่อ่านได้ไม่กี่ด้าน) สังคมนั่นแหละที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น(ทั้งสังคมครอบครัว โรงเรียน ครูบาอาจารย์ เพื่อนเรียน เพื่อนเที่ยว หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน การเมืองห่วย ๆ ศาสนาที่เสื่อมลง สถาบันต่าง ๆ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน) เพราะคนเลว(อย่างที่คุณว่าไว้)ก็คือผลผลิตของสังคมอันเดียวกันกับที่คุณอาศัยอยู่นั่นไง จะเอาแต่ตะโกนด่า 'เหยื่อ' ของสังคมเหล่านั้น(ให้ตัวเองดูดี)เพื่อประหนึ่งว่าตนนั้นดีล้นฟ้า และล่องลอยอยู่เหนือปัญหาราวกับเทวดามาโปรด แถมยังหยิบแว่นแห่งความดีมาใส่และเหยียดสายตามองผู้คนเบื่องล่างแบบนั้นมันไม่แฟร์หรอกครับ หรือถ้าอยากทำแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ แต่คำด่าของคุณนั่นแหละที่ทำให้สังคมยิ่งเลวระยําอย่างที่คุณว่า และคุณก็เกลือกกลิ่งอยู่กับโคลนอย่างไม่รู้ตัว
ทางที่ดีที่สุดคือควรกลับไปนึกทบทวนว่าเราทำอะไรดี ๆ ให้สังคมหรือยัง นอกจากป้อนคำด่าให้มันปากอย่างกับไม่เข้าใจถึงความดีงามตามศีลที่ติดอยู่บนริมฝีปากของคุณ(ที่คุณเอาแต่พร่ำบอกว่าเมืองไทยคือเมืองพุธ(ถุย)) อย่าเอาแต่ด่าคนที่คิดว่าเลวร้าย(เหยื่อ)เหล่านั้นอีกเลย เพราะถึงคนเลวจริง ๆ ก็คงไม่ได้เปลี่ยนปรับปรุงตัวเพราะคำด่าของคุณหรอก และไม่แน่คุณอาจจะถูกรวมเข้าไปไหนกลุ่มคนเลวเพราะปากของคุณเอง แถมดีไม่ดีอาจจะดูคล้ายว่าคุณด่าตัวเองด้วยซ้ำ
แค่นี้แหละครับ
สวัสดีครับ
พี่น้องชาวไทย(ที่แสนดี)
ป.ล.
คุณ ๆ ผู้อ่านที่ยังสังสัยว่าผมพูดถึงคนประเภทไหน ลองกดดูคลิปโป๊เปลือยเปลื้องผ้า คลิปนี้ (ย่ำว่าควรดู)ก่อนนะครับ แล้วค่อยอ่านคอมเมนท์ของคนที่ดีแต่ปาก แต่ไม่เคยทำอะไรให้กับสังคมนอกจากพ่นน้ำลาย
มันไม่ติดใช่ไหม ช่างเถอะ มันไม่ใช่ประเด็น
เพราะเชื่อมั้ยครับว่าคุณทุกคน(ฟันธง)กดลิ้งข้างบน ผมไม่ได้ว่าคุณว่าหื่นกาม หรือเลวร้ายเพราะอยากดูคลิปนั้นหรอกนะครับ แต่ตอนนี้ลองค้นให้ดีในสมอง และความคิดเบื้องลึก(ที่สุดเท่าที่จะทำได้ของคุณ)ว่าชั่วขณะหนึ่ง คุณ 'จงใจ' ที่จะทำสิ่งที่สังคมทั่วไปบอกว่า 'ผิด' ไปแล้วไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ และนั่นก็ไม่ได้ถึงขั้นที่ผมจะต้องด่าคุณเลยเห็นมั้ย และคุณก็จะคิดได้เอง ด้วยระบบสมองที่คุณมี โดยไม่ต้องยกศาสดาองค์ใดลงมาโปรด และไม่ต้องใช้ตำนานแห่งความดีงามที่หลอกหลอนเราอยู่มาทำให้คุณสำนึกผิดจนตายเสียหน่อย