สุขสันต์ วันดี
เปรมปรี ดี๊ด๊า
ได้จับนม ถ้วนหน้า (ช)
ถูกจับนม ทั่วกัน (ญ)

สินา วิทยวิโรจน์
13 เมษายน 2555

ในความทรงจำช่วงชั้นประถมศึกษาของข้าพเจ้า ทุก ๆ วันก่อนถึงวันพ่อของทุก ๆ ปี ครูประจำชั้นจะส่ังงานให้นักเรียนทุกคนในชั้นเขียนการ์ดอวยพรให้พ่อลงบนกระดาษขนาดเอสีพับครึ่ง โดยใช้ได้ทั้งสีไม้ สีเทียน หรือสีชอร์คตามแต่ความชอบส่วนตัว และต้องทำให้เสร็จสิ้นในหนึ่งคาบเรียน จากนั้นคุณครูประจำชั้นจะเป็นผู้ตรวจทานให้อีกทีหนึ่ง และสุดท้ายก็จะส่งคืนให้นักเรียนทุกคนนำกลับไปมอบให้พ่อในวันพ่อที่จะเวียนมาถึงในไม่ช้า 

คุณครูหัวใสก็มักจะจ้ำจี้จ้ำไชก่อนเริ่มแจกอุปกรณ์เสียทุกครั้งว่า "นักเรียนทุกคนต้องให้พ่อนั่งที่เก้าอี้นะคะ แล้วกราบพ่อที่ตักพร้อมกับมอบพวงมาลัย และการ์ดอวยพรให้ท่าน" ซึ่งเด็กน้อยหน้าสะหลอนอย่างข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ รู้ได้ทันทีว่านี่คือคำสั่งของคุณครู ถ้าไม่ทำอาจจะโดนดี ด้วยเหตุนี้เด็กนักเรียนทุกคนจึงตั้งใจเขียนรูปคุณพ่อ และคำอวยพรกันอย่างขมักเขม้นเป็นพิเศษ ทั้ง ๆ ที่เมื่อเช้าอาจจะเพิ่งโดนพ่อดุที่ไม่ยอมกินข้าว หรือถูกตีก้นเพราะไม่อยากมาโรงเรียนก็ตาม

และเรื่องราวน่าสะเทือนใจของเด็กตัวเล็ก ๆ ก็เวียนมาบรรจบในวันพ่อเช่นเดียวกัน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าในวันเขียนการ์ดอวยพรของทุกปี จะมีเพื่อนในชั้นสักคน สองคน หรือมากกว่านั้น ยกมือขึ้นถามคุณครูก่อนเริ่มเขียนการ์ดอวยพรเสมอ และความทรงจำราง ๆ ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง(ที่ข้าพเจ้าจำไม่ได้แม้แต่ชื่อหรือหน้าตา)ยกมือขึ้น และถามอย่างเสียงดังฟังชัดว่า "หนูไม่ได้อยู่กับพ่อค่ะคุณครู" จากนั้นเด็กนักเรียนที่มีพ่อแทบจะทุกคนในชั้นเรียน(รวมถึงตัวข้าพเจ้า)จะสะดุดหูทันทีเมื่อได้ยิน จนตัองหยุดจังหวะความกระตือรือร้นของความอยากเขียนการ์ดอวยพรลงไปชั่วครู่หนึ่ง และเงยหน้ามองไปที่ใบหน้าเพื่อนที่ถามกับใบหน้าของคุณครูสลับไปมา ด้วยความฉงน สงสัย และอยากรู้ว่าคุณครูจะตอบเช่นไร (ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าจะได้ยินคำตอบที่เหมือน ๆ กันทุกปี แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าลุ้นทุกครั้งเวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้)

ไม่นานความเงียบก็พังทลายลงเหมือนในทุกปีอีกเช่นเคย ด้วยการที่คุณครูตอบกลับพร้อมน้ำเสียงอันอ่อนหวานอย่างปลอบโยน "ไม่เป็นไรค่ะ เธอก็นำไปให้แม่แทนก็แล้วกันนะ" ต่อด้วย "เอาล่ะค่ะ ถ้าใครที่พ่อพ่อไม่อยู่ก็ขอให้มอบการ์ดนี้ให้กับคนที่เราอยู่ด้วยนะคะ จะเป็นลุง ป้า น้า อา หรือปู่ ย่า ตา ยายก็ได้ เพื่อเป็นการแสดงความรัก ความกตัญญูต่อพวกท่าน" ด้วยร้อยยิ้ม และน้ำเสียงปลอบประโลมในคำตอบของคุณครู ทำให้ความสงสัยต่อคำถามของเด็กหญิง และเพื่อน ๆ ทุกคนในชั้นได้ลดหายลงไปอีกคราหนึ่ง ทุก ๆ คนที่เหลือจึงเริ่มลงมือร่างคำ และภาพคุณพ่อลงบนกระดาษ แต่ส่วนตัวข้าพเจ้าก็ยังคงรู้สึกแปลก ๆ ข้างใน มันคือความสะเทือนใจอย่างยิ่งต่อเพื่อน ๆ บางคนที่ไม่สามารถนำการ์ดอวยพรวันพ่อไปมอบให้พ่อจริง ๆ ของพวกเขาได้ (ตามความเชื่อของเด็กน้อยใสซื่อ วันพ่อก็คือวันพ่อ ไม่ได้ให้พ่อ แล้วจะเป็นวันพ่อได้ไง อะไรแบบนั้น)

แต่ด้วยความเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น เพื่อนคนนั้นไม่มีพ่อ ก็มอบให้แม่แทน หรือถ้าเป็นวันแม่ ถ้าเพื่อนคนไหนไม่มีแม่ ก็มอบให้พ่อแทนเช่นกัน ง่าย ๆ อย่างนั้นแหละ คิดได้เช่นนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มวาดรูปลงบนการ์ดอวยพรได้อย่างสบายใจต่อไปจนหมดคาบเรียน

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเหมือนภาพราง ๆ ในความทรงจำ แต่มักจะหวนกลับขึ้นมาพร้อมคำถามในทุก ๆ วันที่วันพ่อเวียนมาบรรจบของ ทุก ๆ ปี "ข้าพเจ้าเคยกราบลงบนตักพ่อแล้วมอบการ์ดอวยพรหลังจากวันนั้นจริง ๆ หรือ" "แล้วเพื่อนคนอื่น ๆ ในตอนนั้นได้กลับไปกราบพ่อจริง ๆ หรือเปล่า" "ส่วนเพื่อนคนที่ไม่มีพ่อล่ะ ได้นำการ์ดที่ทำขึ้นไปให้แม่ แล้วกราบแม่จริง ๆ หรือ" และ "เราต้องกราบพ่อแม่เพื่อเป็นการแสดงความรักความกตัญญูเท่านั้นใช่มั้ย" 

จนในที่สุดข้าพเจ้าก็ตระหนักถึงบางสิ่งในชั่วขณะลมหายใจหนึ่ง ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่ว่าข้าพเจ้าเคยกราบพ่อ หรือแม่จำนวนกี่ครั้งในช่วงวัยประถม แต่มันคือความผูกพัน และความเข้าใจซึ่งกันและกันของคนในครอบครัวที่พัฒนาขึ้นมาจนเป็นทุกวันนี้(อย่างทุลักทุเล)ต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ลบเลือน หรือจางหายอย่างง่ายดาย และเป็นสิ่งที่มิอาจใช้แค่การ์ดอวยพร หรือถ้อยคำใด ๆ เป็นตัวแทนเอื้อนเอ่ยออกมาได้อย่างเช่นในวัยเยาว์ที่คุณครูสั่งให้ทำ(ก็ต้องทำ)

เพราะมันคือสิ่งที่เราไม่สามารถบังคับให้ใครก็ตาม "แสดงความรู้สึก" ได้ด้วบกรอบความคิด หรือคำสั่ง เพราะมันต้องขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในเวลาที่เราควรรู้สึก หรือในเหตุการณ์ที่เราต้องรู้สึกถึงความสำคัญของคนในครอบครัว เราทุกคนย่อมสามารถแสดงออกความรู้สึกที่คนมีต่อคน ๆ นั้นได้อย่างต่างกันไปตามความคิด บริบท และความเป็นปัจเจกชน เราจะไม่บอกรักพวกเขาเลยก็ได้ แต่เรามีความรู้สึกดี ๆ ให้เขาเสมอ(แม้บ่อยครั้งจะมอบความลำบากใจให้เป็นของแถม) เราอาจจะไม่เคยยกมือไหว้พวกเขาเลยสักครั้ง(แต่เวลาได้เงินจะพนมมืออย่างรวมเร็ว) แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่ามันคือความอกตัญญู เราอาจจะไม่เคยสำนึกในคำสอนของพวกเขาเลย แต่ก็ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เพราะเราก็ดูแลชีวิตของตัวเองได้จากการเรียนรู้ของตัวเอง

และถึงแม้ว่าผมอาจจะไม่เคยกราบไหว้พ่อแม่อย่างที่คุณครูสั่งสักที ทว่ามันก็ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวโยงเราไว้จนเป็นคำว่าครอบครัว และมันคงไม่ใช่แค่คำสั้น ๆ ว่า "รัก" ที่สวยหรูบนการ์ดอวยพรอีกต่อไป แต่มันคือทุกสิ่งที่มีความหมาย(ทั้งที่ง่ายดาย และยากเย็น)สำหรับ "เด็ก" คนหนึ่ง

เด็กคนที่จำไม่ได้ว่าเคยกราบลงบนตักผู้ปกครองหรือไม่

แต่เป็นเด็กคนเดียวกันที่จะเป็นลูกของพวกเขาตลอดไป

จวบจนวินาทีสุดท้ายของลมหายใจ

 

 

 

...

ป.ล.1 แต่เด็กคนนี้ก็ยังขอเถียงพ่อแม่อย่างเสมอต้นเสมอปลายนะครับ ห้าๆๆ

ป.ล.2 ขอบคุณสำหรับ "อิสระภาพทางความคิด" ที่พ่อแม่ให้มา

 

 

 

 

าษาไทยช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก โดยเฉพาะ "ภาษาไทยราชการ" ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหลวง เพราะการใช้ภาษาไทยนี้ทำให้เราสามารถสร้างคำใหม่ได้อย่างหลากหลายไม่สิ้นสุด ทั้งยังสามารถเผยแพร่ และสื่อสารได้อย่างเข้าใจทั่วถึงกัน อย่างที่เขากล่าวไว้ว่า "ภาษาไม่มีวันตาย" ท่าจะเป็นความจริง โดยเฉพาะภาษาไทยราชการ หรือภาษาไทยกลางที่ดิ้นไปมาได้หลากหลายท่าทาง ทั้งสง่าผ่าเผย สวยงาม สมกับที่เป็นภาษาประจำสถาบันชาติไทย และดูจะเป็นภาษาที่มีอารยะที่สุดในโลก หรือไม่ก็ในจักรวาลก็ว่าได้ อาทิเช่น เราสามารถนำคำว่า "จริยธรรม" ไปแปะไว้ก่อนหน้าวลี คำ กลุ่มคำ หรือประโยคใด ๆ ก็ได้ตามต้องการ ซึ่งคำที่ตามหลังมานั้นจะดูดีขึ้นทันตาเห็น!(แม้ว่าคำนั้นจะมีมลทินดำมืดเท่าใดก็ตาม) นอกจากนั้นแล้วผู้ที่พูด เขียน หรือใช้การประสมคำประเภทนี้จะดูเป็นคนดี จิตใจงดงาม เข้าใจโลก ปล่อยวาง ไม่เลือกข้าง รู้ทันการเมือง และมักลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเสมอ ๆ เพราะเป็นผู้พ้นแล้วซึ่งสิ่งต่ำทั้งปวง ยกตัวอย่างการใช้ เช่น จริยธรรม+การเมือง เป็น "จริยธรรมทางการเมือง" หรือจริยธรรม+การศึกษา เป็น "จริยธรรมทางการศึกษา" หรือจริยธรรม+กฎหมาย เป็น "จริยธรรมทางกฎหมาย" หรือจริยธรรม+ความคิด เป็น "จริยธรรมทางความคิด" เป็นต้น

 

ารใช้ภาษาไทยแบบนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าความงดงามตระการตา และมะลังมะเลืองของสังคมไทย ที่เป็นสังคม "เมืองพุทธ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชาวไทยทุกคนต้องตระหนัก และท่องจำให้ขึ้นใจ (แม้จะเข้าใจผิวเผิน หรือไม่เข้าใจเลยก็ตาม ต้องทำเป็นว่าเข้าใจ) เราไม่ควรที่จะต่อสู้เรียกเพื่อความถูกต้อง เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากขัดต่อหลักการทาง "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เพราะจะเป็นการทำให้สังคมไทยอันงดงามต้องเกิดความระแคะระคาย และสั่นคลอน จนถึงขั้นโกลาหล และวุ่นวาย เช่น หากท่านต้องการที่จะเรียกร้องให้ทางจังหวัดปล่อยน้ำในช่วงวิกฤตเช่นนี้ เนื่องจากพวกท่านทนอยู่กับน้ำเน่าเหม็นมากว่าเดือนไม่ไหวแล้ว โดยที่น้ำที่ปล่อยออกไปจะไปท่วมบริเวณเขตกรุงเทพฯชั้นในส่วนหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีจริยธรรม(ทุกทาง)มากที่สุดในประเทศนี้ก็จะตอบกลับมาว่า "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางเศรษฐกิจ ไม่รู้หรือว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมไม่ได้ เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด" หรือไม่ก็ "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางคิด ปล่อยน้ำมาก็ท่วมกันหมดนั้นแหละ ของพวกแกก็ไม่หายท่วมหรอก" หรืออาจจะเป็น "คุณที่อยู่ปริมณฑลไม่มีจริยธรรมเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ผมมีนะ เพราะผมดูแลแค่กรุงเทพฯอย่างเดียว" หรือไม่ก็ "พูดมาได้ไม่มีจริยธรรมทางประชาธิปไตยเสียเลย คนกรุงเทพก็มีสิทธิมีเสียงเหมือนกันนะ!" ซึ่งสุดท้ายเหล่าท่าน ๆ ผู้เรียกร้องคงได้ถูกด่าเช็ดให้ไปนั่งสมาธิฟังพระ ว. เทศนาเป็นแน่แท้ 

 

ห็นได้ชัดว่าเป็นการ "เรียกร้อง" ต่อ "สิทธิ" ที่ตัวเองพึงมีเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งยังไม่ช่วยแก้ปัญหาใด ๆ ได้ ยังเป็นการซ้ำเดิมให้เกิดปัญหามากกว่าเดิม ช่างไม่มีจริยธรรมในการเรียกร้องเอาเสียเลย

 

สิ่งที่ท่านพึงกระทำ และจำเป็นต้องกระทำให้ดีที่สุดก็คือ การหัดท่องจำคำว่า "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เอาไว้ให้ขึ้นใจ หากยังอยากคิดจะขัดขืน หรือแข็งข้อต่อหลักการใช้ภาษา และความคิดแบบ "เมืองพุทธ" ในประเทศแห่งนี้ ก็ขอให้จงยอมจำนนเสียเถิด เพราะสิ่งเหล่านี้เอง (จริยธรรม+อะไรสักอย่าง) จะทำให้ชาติบ้านเมืองพัฒนา และก้าวผ่านวิกฤตไปได้ เชื่อสิ มิใช่การแหกปากเรียกร้องอะไร ๆ เป็นแน่แท้ (ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันเป็นบทเรียน) นอกไปเสียจากว่าเราจะเรียกร้องอย่างมี "จริยธรรม" นำหน้า 

 

 

ป.ล.แต่ถ้าหากคุณ ๆ ท่าน ๆ ท่องจำ และฝึกฝนการใช้ "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" ได้ขึ้นใจแล้ว ลองหาคำที่ดูมีความหมายไปในทางดีเช่นเดียวกับคำว่า "จริยธรรม" มาใช้แทนกัน เช่น ศีลธรรม (ศีลธรรมทางกฏหมาย-ทนายฝ่ายจำเลยไม่มีศีลธรรมทางกฏหมายเสียเลย), ตรัสรู้ (ตรัสรู้ทางการศึกษา-นักศึกษาสมัยนี้ไม่เห็นจะมีใครตรัสรู้ทางการศึกษาเล้ย) หรือ นิพพาน (นิพพานทางการเมือง-นี่คุณยังไม่นิพพานทางการเมืองอีกหรือ) เป็นต้น

 

 

 

 

 
 
 
 
 
ตัวตนของฉันแตกเป็นผง และเลือนหายไปเมื่อนานมาแล้ว ที่ไหนสักแห่งหน แต่กลับมาประกอบร่างใหม่เมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นรูปทรงที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก ฟังดูอาจจะเป็นแค่จินตนาการ ลม ๆ แล้ง ๆ หรือฝันกลางวันของคนบ้าข้างถนน ถ้าคุณจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก เพราะฉันเองก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่ามันคือความฝัน/ความจริงกันแน่ หลาย ๆ ครั้งฉันคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดเพ้อเจ้อของฉันที่แปรผันไปเอง? อารมณ์ของฉันไม่คงที่หรืออย่างไร? ฉันไม่ทราบ ก็อย่างที่บอกไป ฉันยังไม่แน่ใจนัก หรืออาจจะใช่ ที่อารมณ์นั้นมีส่วนต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดอยู่ดี มันต้องมีอะไรสักอย่างที่จะวัด หรือชี้ชัดได้ดีกว่านี้ เพราะในทุกที่ขณะหายใจเข้าออก--ตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกถึงรูปร่างของฉันที่แปลกประหลาดไปจากของเดิมบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะในทุกวินาทีก็ว่าได้ แม้ฉันจะพยายามมองจากเงาสะท้อนในกระจกอย่างไรก็ไม่เจอเสียที แขน ขา มือ เท้า นิ้ว หัว หู จมูก ตา ปาก และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายยังอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่ผิดเพี้ยน อะไร/ที่ไหน/ทำไมกันถึงรับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้? สักอย่างที่ทำให้รู้สึกต่างไป แต่มองไม่เห็นได้ด้วยดวงตาของฉันเอง

อย่างในห้องนอนของฉันที่ขนาดเท่าเดิมทุกตารางนิ้ว ห้องนอนที่ฉันสามารถพักผ่อน และหลับนอนได้อย่างสบายใจมาตลอดหลายปี ทว่าในบางคืนฉันกลับรู้สึกอึดอัดแทบทนไม่ไหว เหมือนร่างกายของฉันกำลังบวมพองประหนึ่งลูกโป่งที่ถูกเป่าลมให้ใหญ่โตขึ้นอย่างพรวดพราด แขน ขา และแผ่นหลังเบียดชิดติดผนัง ทว่าในบางคืนฉันกลับรู้สึกว่าตัวหดลงเล็กจิ๋วกว่าเหรียญสลึง เมื่อพัดลมฟาดลมใส่ก็ราวกับจะพลัดตกลงไปยังซอกผาของผ้าห่มก็ไม่ปาน อย่าว่าแต่ในห้องนอนนั่นเลย เวลาอยู่ที่อื่น ๆ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ฉันมักจะรู้สึกว่าตัวฉันหด ขยาย บิด เบี้ยว แตก หล่น ไหล ลอย จม หนัก เบา สลับสับเปลี่ยนอย่างไร้ระเบียบเช่นนี้ วนเวียนไปมาแทบตลอดทั้งวัน

นี่ฉันบ้าไปเองจริง ๆ หรือฉันกลายเป็นรูปทรงอิสระอันหลุดพ้นไปจากกรอบความคิดเดิม ๆ ที่ยังไม่มีใครอธิบายได้?
 
ฉันขอถามคุณสักนิดเถิด เพราะฉันตัดสินใจ ตีความ และหาคำตอบในคำถามที่ว่านี่ไม่ได้จริง ๆ 
 
"คุณเห็นฉันเป็นรูปทรงอะไร?"
 
 
 
 
 
..ที่ผ่านมาในทุก ๆ วันเลือกตั้ง ผมมักจรดปากกาลงบนบัตรเลือกตั้ง และกากบาทอย่างหนักแน่นลงในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน เพราะผมไม่เคยเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองไหนเลย และไม่คิดว่าการให้เสียงไปกับพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นการดีเท่าที่ควร แต่พอมาวันนี้ผมคงกากบาทอย่างหนักแน่นในช่องที่ว่านั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะมีกลุ่มการเมืองหนึ่งแอบอ้างคะแนนที่ 'ไม่ประสงค์ลงคะแนน' ไปเป็นเสียงสนับสนุนของฝ่ายตนเองอย่างไม่ชอบธรรม แม้ผมจะอยากใช้สิทธิในช่องที่ว่าเท่าใด ก็มิได้มีความเห็นใด ๆ ตรงกับกลุ่มการเมืองที่จะแอบอ้างสิทธิเสียงดังกล่าว จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ของผม(และเชิื่อว่าอีกหลาย ๆ คน)กำลังถึงทางตัน เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่จะถูกทำให้ 'สิทธิ' ของเรากลายเป็นเครื่องมืออันชอบธรรมในการสถาปนาตนของเหล่านักการเมืองทั้งใน และนอกระบบ
 
หลังจากครุ่นคิดหาทางออกอยู่นานทำให้ผมสรุปได้ว่า ในการเลือกตั้งที่กำลังค่อย ๆ เดินทางมาถึงในเร็ววันนี้ ผมคงต้องจงใจทำบัตรเสียอย่างไม่มีทางออก เพราะมันเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผมมีจริง ๆ
 
ในครั้งอดีตของประวัติศาสตร์การเมืองไทย 'การกาบัตรเสีย' ถือเป็นเรื่องน่าอายของคนโบราณ และคนชนบท ด้วยความที่รู้เท่าไม่ถึงการ และไม่มีความรู้ในการเลือกตั้ง
 
แต่ในสำหรับตัวผมเองตอนนี้ 'การกาบัตรเสีย' ที่ผมอยากทำ(และจะทำแน่นอน) ถึงแม้จะเป็นการย้อนกลับไปโง่อย่างคนในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งยุคเก่า แต่ก็ถือว่าเป็นการยอมโง่อย่างฉลาด
 
จะยอมโง่เพราะไม่อยากให้พวกโง่เหมารวมไปเป็นพวกเดียวกับมัน
 
ป.ล.เพราะแรงบันดาลใจจากความอยากไปใช้สิทธิในวันที่ 3 ก.ค. 2554 แต่ไม่มีช่องที่จะกาได้อย่างสบายใจ

ทรมาน

posted on 31 May 2011 03:37 by fling-in  in Life
 
 
 
เมื่อฉันง่วง
แต่กลับ
นอนไม่ได้
 
 
 

ลมหลง(2011.03.17)

posted on 26 May 2011 11:45 by fling-in  in Life


 
เหมือนเจ้าลมหนาวหลงทางมาไกล มันลัดเลาะละเลียดตึกคอนกรีตในเมืองใหญ่ได้สักพัก ก็หย่อนก้นแช่อยู่กลางเมือง ราวกับมันจะหาที่พักผ่อนจากการพัดพาผ่านภูเขามาหลายลูก  ผู้คนบ้างยินดีไปกับความหนาวที่ไม่ทันตั้งตัว ลุกไปคุ้ยเสื้อกันหนาวที่เพิ่งพับเก็บไปหมาด ๆ ที่ก้นตู้เสื้อผ้า บ้างไม่สบายก็บ่นพึมพำไปกับอาการป่วยเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง
 
ความหนาวเมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะดึงเวลาให้ช้าลง เช้า สาย บ่าย เย็น กลืนกันเป็นเนื้อเดียว ฉันนอนเหยียดตัวใต้ผ้าห่มได้ทั้งวัน บางครั้งก็ลุกไปนั่งนอกระเบียงเห็นเจ้าลมหนาววิ่งเล่นอยู่ในอากาศ ผู้คนราวกับจะพูดกันเบาลง รถไหลลื่นเชื่องช้าไปบนพื้นถนนสีดำเย็บยะเยือก สาว ๆ ทั้งน้อยใหญ่แต่งตัวกันได้อย่างเต็มพิกัด คล้ายบ้านเมืองที่แสนวุ่นวายดูสงบลงไปทันตา
 
ขอบคุณเจ้าลมหนาวที่แวะเวียนมาในแถบนี้
 
แต่คราวหน้าคราวหลังก็ส่งข่าวมาก่อนจะเดินทางมาถึง
 
หรือเจ้าเป็นแค่ลมหนาวที่หลงทาง
 
หลงทางมาอย่างไม่ตั้งใจ?
 
 
 
ป.ล. ผิดฤดูไปสักนิด แต่อย่างน้อยก็โปรยชื่อไว้ว่า "ลมหลง" หลงเลยมาสักฤดูคงไม่เป็นไร :)
 
 
 
 

สวัสดีราตรี

posted on 25 May 2011 02:30 by fling-in  in Life
 
 
 
ความเงียบจะกลืนกินเราทั้งตัว
 
ห่อหุ่มร่างเนื้อไว้อย่างมิดชิด
 
เราจะปิดเปลือกตาลงอย่างยินดี
 
ปราศจากแรงขืนจากภายใน
 
คิดถึงทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านเลยไป
 
ประหนึ่งค้นหาอัลบั้มภาพถ่ายเก่าคร่ำในห้องเก็บของ
 
แต่เพียงไม่นานความคิดก็แตกตัวกระจัดกระจาย
 
กลายเป็นเศษเสี้ยวฝุ่นผงไร้ซึ่งสีสัน
 
และล่องลอยสลับสับสนอยู่ในความมืดใต้เปลืองตา
 
วิบ-วับ
 
ประดุจภาพหลอนหลอกให้เราดำดิ่งลึกลงไปสู่นิทรา
 
ที่ปราศจากซุ่มเสียงใด ๆ
 
สวัสดีราตรี
 
 
 

สงครามสายฝน

posted on 24 May 2011 17:56 by fling-in  in Life
สายฝนตั้งแถวเป็นกำแพงอยู่ที่ปลายฟ้า พวกมันสาวเท้าเข้ามาใกล้เหมือนทหารกล้าที่ไม่เกรงกลัวสิ่งใด ฝีเท้าของกองทัพฝนไล่กลิ่นดินอ่อน ๆ ให้ลอยมาแตะจมูกของฉัน ละอองของความเย็นชื้นแฉะที่สัมผัสได้บนผิวหนัง ฉันรีบกระโจนตัวไปปิดหน้าต่าง ก่อนกองทัพห่าฝนจะกระหน่ำสาดซัดบ้านทั้งหลังราวกับโกรธเคืองกันมาอย่างไรอย่างนั้น ฉันหย่อนก้นกลับมาสงบนิ่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ ปลอดภัยจากความเปียกชื้นที่อยู่ภายนอก เงี่ยหูฟังเสียงสงครามสายฝน เปาะ-แปะ
 
และมันก็ต้องผ่านพ้นไป อย่างที่ไม่มีใครต้องเจ็บตัว
 
สวัสดีครับฤดูฝน

"คนไทยนั้นได้ชื่อว่า หยาบช้า เลวทราม ระยําตำบอน ขาดวินัย ไร้ระเบียบ ไม่รักสามัคคี ไม่มีธรรมะ(เลย) อยากดัง อยากเอาหน้า คุยโวโอ้อวด ขี้คดขี้โกง เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ลับหลังนินทา สาดเสียเทเสีย แถมปากก็เสีย ปากดี หน้าไหว้หลังหลอก ชอบกลบเกลื่อนความผิด ผักชีโรยหน้า หลงตัวเอง ชอบเหยียบผู้ที่ด้อยกว่า ชอบยกตนข่มท่าน เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น และสุดท้ายชอบยิ้ม เพราะสยามเมืองยิ้ม จบ"

 

ข้อเขียนนี้เกิดเพราะความเบื่อหน่ายที่คนไทยไม่ยอมรับความจริงว่าประเทศไทยนั้นมีข้อเสียข้อด้อย ไม่ได้ดีเด่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะทางวัฒนธรรมเก่าแก่ ประเพณีดีงาม ความเชื่อ(ดักดาน) หรือวิธีปฏิบัติต่อความเชื่อนั้น ๆ ความเลวทรามทั้งหมดที่เรามองเห็นไม่ได้มาจากสื่อชั้นต่ำที่บอกกันว่าเลวร้าย อย่างหนังโรคจิต หนังโป๊ หรือกลุ่มเด็กซิ่ง และยาเสพติดแค่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสภาพสังคม และปัญหาที่สลับทับซ้อนอยู่หลายชั้น ซึ่งทำให้สังคมที่เคยดีงาม(มั้ง)กำลังค่อย ๆ ปริแตก(ประเทศที่พัฒนาแล้วก็ไม่ได้เข้มแข็งร้อยเปอร์เซนต์ เป็นไปไม่ได้) บางคนที่หูตามืดมัวไปด้วยความดีงามที่เกินพอดีก็เอาแต่แหกปากด่าว่า "วัยรุ่นไทยสมัยนี้มันแย่จริง ๆ" "ผู้หญิงแบบนี้มันไม่มีสมองเหรอ" "เด็กแว้น(รวมถึงสก็อย)มันอายกันบ้างไหมที่ทำตัวแบบนี้" อยากจะถามกลับไปสู่คนที่คิดแบบนี้ว่า สมัยคุณมันดีงามดุจสวรรค์ชั้นสิบแปดหรือครับ? วัยรุ่นยุคคุณไม่เคยแหกคอกหรือครับ? สมัยคุณไม่มีซ่องหรือครับ? ไม่มียาเสพติดหรือครับ? (นี่คุณอาศัยอยู่บนดาวอะไรวะครับ) เอาล่ะ ถ้ามันไม่มีจริง ๆ แล้วผมจะเชื่อได้ไหมครับว่าคุณพูดเรื่องจริง? หรือมันเป็นเพียงภาพหลอนแห่งความดีที่คุณสร้างขึ้นมาเอง?

 

'คนพวกนั้น' ที่คุณด่า 'เด็กเลว' เหล่านั้นที่คุณขณะแขยงมันไม่ได้ระยําต่ำทรามแค่เพราะตัวพวกเขาเองหรอกครับ และคนเหล่านั้นก็ไม่ได้เลวเพราะสื่อหนังโป๊ ออกไปซิ่งมอเตอร์ไซต์ หรือเสพยาฯเพียงแค่นั้น(จิตใจคนมันไม่ได้แบนเหมือนกระดาษที่อ่านได้ไม่กี่ด้าน) สังคมนั่นแหละที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น(ทั้งสังคมครอบครัว โรงเรียน ครูบาอาจารย์ เพื่อนเรียน เพื่อนเที่ยว หัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน การเมืองห่วย ๆ ศาสนาที่เสื่อมลง สถาบันต่าง ๆ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน) เพราะคนเลว(อย่างที่คุณว่าไว้)ก็คือผลผลิตของสังคมอันเดียวกันกับที่คุณอาศัยอยู่นั่นไง จะเอาแต่ตะโกนด่า 'เหยื่อ' ของสังคมเหล่านั้น(ให้ตัวเองดูดี)เพื่อประหนึ่งว่าตนนั้นดีล้นฟ้า และล่องลอยอยู่เหนือปัญหาราวกับเทวดามาโปรด แถมยังหยิบแว่นแห่งความดีมาใส่และเหยียดสายตามองผู้คนเบื่องล่างแบบนั้นมันไม่แฟร์หรอกครับ หรือถ้าอยากทำแบบนั้นจริง ๆ ก็ได้ แต่คำด่าของคุณนั่นแหละที่ทำให้สังคมยิ่งเลวระยําอย่างที่คุณว่า และคุณก็เกลือกกลิ่งอยู่กับโคลนอย่างไม่รู้ตัว

 

ทางที่ดีที่สุดคือควรกลับไปนึกทบทวนว่าเราทำอะไรดี ๆ ให้สังคมหรือยัง นอกจากป้อนคำด่าให้มันปากอย่างกับไม่เข้าใจถึงความดีงามตามศีลที่ติดอยู่บนริมฝีปากของคุณ(ที่คุณเอาแต่พร่ำบอกว่าเมืองไทยคือเมืองพุธ(ถุย)) อย่าเอาแต่ด่าคนที่คิดว่าเลวร้าย(เหยื่อ)เหล่านั้นอีกเลย เพราะถึงคนเลวจริง ๆ ก็คงไม่ได้เปลี่ยนปรับปรุงตัวเพราะคำด่าของคุณหรอก และไม่แน่คุณอาจจะถูกรวมเข้าไปไหนกลุ่มคนเลวเพราะปากของคุณเอง แถมดีไม่ดีอาจจะดูคล้ายว่าคุณด่าตัวเองด้วยซ้ำ

 

แค่นี้แหละครับ

 

สวัสดีครับ

พี่น้องชาวไทย(ที่แสนดี)

 

 

ป.ล.

คุณ ๆ ผู้อ่านที่ยังสังสัยว่าผมพูดถึงคนประเภทไหน ลองกดดูคลิปโป๊เปลือยเปลื้องผ้า คลิปนี้ (ย่ำว่าควรดู)ก่อนนะครับ แล้วค่อยอ่านคอมเมนท์ของคนที่ดีแต่ปาก แต่ไม่เคยทำอะไรให้กับสังคมนอกจากพ่นน้ำลาย

  

มันไม่ติดใช่ไหม ช่างเถอะ มันไม่ใช่ประเด็น

 

เพราะเชื่อมั้ยครับว่าคุณทุกคน(ฟันธง)กดลิ้งข้างบน ผมไม่ได้ว่าคุณว่าหื่นกาม หรือเลวร้ายเพราะอยากดูคลิปนั้นหรอกนะครับ แต่ตอนนี้ลองค้นให้ดีในสมอง และความคิดเบื้องลึก(ที่สุดเท่าที่จะทำได้ของคุณ)ว่าชั่วขณะหนึ่ง คุณ 'จงใจ' ที่จะทำสิ่งที่สังคมทั่วไปบอกว่า 'ผิด' ไปแล้วไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ และนั่นก็ไม่ได้ถึงขั้นที่ผมจะต้องด่าคุณเลยเห็นมั้ย และคุณก็จะคิดได้เอง ด้วยระบบสมองที่คุณมี โดยไม่ต้องยกศาสดาองค์ใดลงมาโปรด และไม่ต้องใช้ตำนานแห่งความดีงามที่หลอกหลอนเราอยู่มาทำให้คุณสำนึกผิดจนตายเสียหน่อย 

 
การประนีประนอม และเห็นใจที่จะช่วย 'เตือน' สติผู้อื่น ไม่ได้จำเป็นต้องผ่านถ้อยคำที่หยาบโลน และรุนแรงแต่อย่างใด เราสามารถช่วยเหลือให้คนอื่น 'เกิดสำนึก' ได้อีกมากมายหลายทาง และยังเป็นทางที่ดีกว่าน้ำลาย และอารมณ์เป็นไหน ๆ
 
หรือไม่จริง?