posted on 10 Feb 2010 18:15 by fling-in in Fiction
ตอนแรกผมได้ยินข่าวจากเพื่อนสนิทว่ามีร้านเด็กบดอร่อยๆ อยู่ร้านหนึ่ง ทีแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก คิดว่าเพื่อนคงอำเล่น แต่พอมาได้เห็นภาพกับตาตัวเอง ผมถึงกับมือสั่นจนต้องหยิบกล้องขึ้นมาชักภาพ ตรงหน้าคือร้านขายปลาหมึกบด และเด็กบด โอ้ว พระเจ้า ผมเคยกินปลาหมึกบด แต่ไม่เคยกินเด็กบดมาก่อนเลย เพื่อนผมบอกว่าให้ลองชิมสักหน่อย ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว ผมอิดออดอยู่นานจนอ่อนกับคำรบเร้าของเพื่อน ผมเลยลองสั่งแขนเด็กบด คนขายพยักหน้ารับ เขาหันมาหาผมพร้อมเอ่ยเบาๆก่อนจะใส่แขนเด็กลงไปในที่บด "น้องอย่าเพิ่งถ่ายรูปตอนพี่บดแขนเจ้าหนูนี่นะ เดี๋ยวพี่โดดนจับ" ผมเก็บกล้องใส่กระเป๋า จับตามองภาพตรงหน้าอย่างตั้งใจ มือผมเต็มไปด้วยเหงื่อ เสียงรอบๆกายราวกับถูกดูดหายไปที่ไหนสักแห่งไกลโพ้น
คนขายถอนหายใจหนึ่งครั้งเบาๆ เขาจ่อมือของเด็กน้อยไว้ระหว่างลูกกลิ้งที่ใช้บดปลาหมึก ทันใดนั้น เสียงกระดูกอ่อนถูกบดลอยเข้ามาทำลายความเงียบจนสิ้นไป เด็กน้อยกรีดร้องดังสนั่น คนแถวๆนั้นหันมามองปราดเดียวก็หันกลับไป มันคงเป็นภาพชินตาสำหรับคนแถวนี้ แต่สำหรับผมภาพตรงหน้าคือนิ้วมือเล็กๆ ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปในที่บดปลาหมึก มันทำให้ผมถึงกับยืนอ้าปากค้าง ร่างกายไม่ไหวติง ผมทำอะไรไม่ถูก แม้คิดจะหลับตาแต่ภาพตรงหน้าช่างดูน่าพิศวง ราวกับภาพในหนังสยองขวัญสักเรื่องที่ผมเคยดู ลูกกลิ้งถูกหมุนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพทุกอย่างช้าลงประหนึ่งภาพสโลโมชั่นในหนัง นิ้ว มือ ข้อมือ ปลายแขนทั้งหมด ศอก ต้นแขน จนถึงหัวไหล่ ทีละส่วนๆค่อยถูกทยอยเข้าเครื่องบด เลือดสีแดงเจิ่งนองไปทั่วร้าน ในขณะเดียวกันเสียงกรีดร้องค่อยๆเงียบลงจนหายไปในความมืดของเวลากลางคืน คนขายปาดเหงื่อบนหน้าผากหนึ่งครั้ง เขาหยิบชิ้นเนื้อเละๆทีละชิ้นใส่กล่องโฟม น้ำจิ้มถูกเตรียมไว้ก่อนแล้วในถ้วยพลาสติกสี่ชมพูใบเล็ก จากนั้นจึงจัดของทั้งหมดลงในกล่องโฟมเดียวกัน และยื่นให้ผมอย่างรวดเร็ว ผมรับมาทั้งๆที่มือยังสั่นอยู่ ในใจยังคงคิดถึงหนังสยองขวัญ ผมกลั่นใจหยิบชิ้นเนื้อเล็กๆที่น่าจะเป็นส่วนหลังมือขึ้นมา โยนมันใส่ปากในทันที
ง่ำ
ง่ำ
ง่ำ
คำแล้ว
คำเล่า
ไม่นานในกล่องโฟมก็ว่างเปล่าเหลือแต่คราบเลือดนิดหน่อย ผมดูดนิ้วอย่างพึงพอใจ "อร่อยอย่างที่เขาว่าจริงๆ" ผมหันไปบอกคนขาย เขายิ้มรับด้วยท่าทีสุภาพก่อนจะเอ่ยปาก "จะรับส่วนไหนเพิ่มอีกไหมครับ"
ผมยิ้มให้เขาเบาๆ พร้อมพยักหน้าช้าๆ ราวกับภาพสโลโมชั่น
posted on 09 Feb 2010 04:38 by fling-in in Life
ช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่(ถ้าไม่นับเวลาออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนน่ะนะ)เพราะมัวแต่งุ่นง่านกับศิลปนิพนธ์เจ้าปัญหาอยู่ ปัญหาคือคิดก็ไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ว่าจะเอาไงกับมันดี เนื่องด้วยพอทำๆไปมากๆก็เริ่มเบื่องานตัวเอง ก็ผมเล่นทำมันมาเกือบสองปีแล้วน่ะสิ แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จพอสมควร แม้จะไม่สมบูรณ์ หรือแยบยลอะไรมากนักแต่ก็ไปได้เกินคาดทีเดียว พัฒนารูปแบบ และแนวคิดมากว่าเกือบสองปี ในที่สุดก็เริ่มจับทางได้สักที เฮ้อ เหนื่อยชะมัด มาดูภาพเหตุการณ์ในสองสามคืนที่ผ่านมากันดีกว่า
นี่เป็นโต๊ะทำงานในช้อปภาพพิมพ์วูดคัต(ทำไมงานผมมันไม่วูดคัตเลย ก็เพราะผมทำภาพพิมพ์ดิจิตอล รวมกับมีเดียอื่นๆน่ะครับ แต่ดันไม่มีที่ให้ทำงาน เลยมายึดที่ในห้องนี้กับเพื่อนอีกคน ห้าๆ)จริงๆเพื่อนผมใช้ แต่ไปๆมาๆผมก็มาแอบใช้ในยามที่เขาไม่อยู่(เพราะโดนรุ่นพี่ที่ตกรุ่นมายึดโต๊ะผมไปอีกที)ในที่สุดก็ถือโอกาสยึดโต๊ะเพื่อนซะเลย โดยการเอาของมากองๆแล้วไม่เก็บ ห้าๆ เพื่อนเลยต้องเต็มใจให้ทำงานตรงนี้น่ะแหละ ฮี่ๆ
และไอ้กล่องๆพวกนี้คืองานทีสิตผมเองแหละครับ ผมจับเอานักการเมืองมายัดใส่กล่อง กลายเป็นของเล่นไปซะเลย ใครชอบใคร ใครเกลียดใครก็จับจองกันได้ตามใจชอบ(ถ้าทำทันน่ะนะ) ที่มาของงานชุดนี้ก็คือ ผมคิดว่าประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองมานาน ถ้าลองให้นักการเมืองถูกประชาชนควบคุมบ้าง นักการเมืองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของประชาชนบ้างจะเป็นไรไป ส่วนแนวคิดของของเล่นการเมืองชุดนี้ก็ประมาณว่า ถ้าชอบใครก็เอาไปเทิดทูนได้ ถ้าไม่ชอบก็ทำลายทิ้ง ก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาการเมืองกันนะครับ ท่าจะรุนแรงก็มาลงที่ของเล่นผมนี่มา
จริงๆยังไม่ได้ทำอีกหลายคนนะครับ บางคนก็หาภาพใบหน้าต้นแบบชัดๆไม่ได้ บางคนผมก็นึกไม่ออก ถ้าไงก็ช่วยบอกผมบ้างก็ได้นะครับ หรือไม่ก็เอาใจช่วยให้ผมทำทันก่อนเก้าโมงเช้าด้วยเถิด เพราะเป็นเวลาประเมินครั้งสุดท้าย(ตัดสินว่าจะได้แสดงทีสิตหรือไม่)แล้ว กลัวไม่ทันจะแย่แล้ว(แล้วยังจะมานั่งเล่นเน็ตน่ะนะไอ้คุณสินาห่าเหว)
ป.ล.ดูงานผมแล้วห้ามโกรธผมนะ เพราะผมทำไปเพราะรักจริงๆ
posted on 08 Feb 2010 01:38 by fling-in in Life
ใครรู้จักห้ามบอก
ใครไม่รู้จักห้ามถาม
ข้อแนะนำเดียวคือ
ห้ามทำเลียนแบบที่บ้านนะจ๊ะหนูๆ!
posted on 05 Feb 2010 15:48 by fling-in in Life
เพลง นิดหนึ่ง
นิดหนึ่งก็ถึงห้าปี
นิดนิดนิดหนึ่งก็ถึงห้าปี
โอ้แม่ดวงชีวีน้องจงรอพี่เถิดหนา
พี่มาเรียนศิลปะที่คณะจิตรกรรม
นิดหนึ่งก็ถึงห้าปี
นิดนิดนิดหนึ่งก็ถึงห้าปี
อดข้าวปลาง่วงนอนไม่ได้พักผ่อนต้องทน
เพื่ออนาคตตนต้องทนเล่าเรียนให้ดี
นิดหนึ่งก็ถึงห้าปี
นิดนิดนิดหนึ่งก็ถึงห้าปี
จะพากเพียรทำงานไม่ใช่แค่ผ่านเท่านั้น
แต่ในทางสร้างสรรค์ รอวันฉันคืนห้าปี
(ซ้ำทั้งหมด)
posted on 04 Feb 2010 18:24 by fling-in in Life
ผมเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ ผมเกลียดตัวเองที่ทำตัวน่าสมเพช บางครั้งผมอยากหายไปจากโลกนี้อย่างเงียบๆ ไม่ต้องมีใครรับรู้ถึงการจากไปของผม ราวกับผมไม่ได้ผ่านเข้าไปในชีวิตของใครๆ ผมคิดเสมอว่าคนเราเกิดมาทำไม ในเมื่อทุกสิ่งล้วนแล้วต้องลาจากโลกนี้ไปอย่างเงียบเหงาเพียงลำพัง บางคนอาจจะบอกว่าแม้ชีวิตทุกคนจะดำเนินไปสู่การดับสูญเดียวกัน หากแต่ยังสามารถทำสิ่งดีๆให้กับคนรอบๆข้างได้ในขณะที่ยังหายใจมิใช่หรือ คำตอบคือใช่ แต่สำหรับผมแล้วคงถือว่าโชคไม่ดีเลย ที่ก่อนชีวิตผมจะเดินทางไปสู่ความเงียบเหงาว่างเปล่านั้น ผมใช้ชีวิตไปพร้อมกับทำร้ายตัวเองและคืนอื่นๆเอาไว้มากเหลือเกิน เกินไปจนผมทนรับไม่ไหว มันฉุดร่างผมจมดิ่งลงสู่ความเลวร้ายทางอารมณ์
แทบจะในทุกครั้งที่ผมมองกระจกเงา ผมเห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าอดสูที่สุด มันเอาแต่ร่ำไห้กับการกระทำไร้ค่าของตัวเอง ผมจ้องลงไปในตาของมัน มันจ้องกลับเพียงเพื่อหวังให้ผมเศร้าโศกไปกับมัน ผมรังเกียจมันมาก ผมไม่อยากเจอหน้ามันอีกแล้ว ไม่อยากให้มันมาร้องไห้ให้ผมเห็นอีก ผมอยากให้มันหายไป ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตสกปรกเบื้องหน้าที่เอาแต่ใช้ชีวิตอย่างสลดหดหู่
แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ผมทำได้เพียงใช้ชีวิตไปวันๆ ทิ้งลมหายใจไปตามทางที่เดิน ผมกินข้าวน้อยลง ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น มากขึ้น สูบบุหรี่จัดจนผมเองยังตกใจ ผมพยายามทำทุกสิ่งที่ควรทำให้คนรอบข้างสบายใจ บางครั้งผมยิ้มให้คนมากมายในแต่ละวัน ผมแสร้งทำเป็นว่าสบายดี แต่เมื่อใดที่ผมอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเป็นที่ที่รอบกายมีแต่คนแปลกหน้า ผมจะร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ และมันจะแย่ลงไปอีกถ้ามันเกิดขึ้นในเวลาที่ผมนอนอยู่บนเตียงในห้องคนเดียว เพลงบางเพลงทำให้ผมร้องไห้ได้เป็นชั่วโมง ภาพบางภาพทำให้ผมเสียใจจนร่างกายสั่นเทา
"เวลาจะรักษาทุกสิ่ง"
"ตัดใจเถอะ"
"อย่ารอเลยมันอาจจะทำให้เขาเสียใจ"
"หาแฟนใหม่ดิวะ"
"ลืมมันไปเถอะ ชีวิตต้องเดินต่อไป"
คำพูดปลอบใจจากผู้คนรอบข้างยังก้องอยู่ในหูผม ผมขอบคุณกับทุกคำพูดที่พยายามช่วยฉุดผมออกจากความเศร้าเหนียวหนืดนี้ หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าในเวลาเดียวกัน คำพูดเดียวกันนี้กลับทิ่มแทงผมอย่างทรมาน ราวกับการย่ำลงไปบนรอยบาปที่ตราตรึงอยู่กลางหลัง ผมไม่สามารถลบมันออกไปได้เลย ผมพยายามแล้ว แต่มันกลับยิ่งฝังตัวลึกลงไป คล้ายมะเร็งที่กัดกินความสุขของผมทีละน้อย ทีละน้อย จนบางครั้งมันทำให้ผมคิดไปว่าหัวใจของผมเต้นช้าลงเรื่อยๆ
สุดท้ายแล้วผมคงได้แต่ปล่อยให้ความเศร้ากลืนผมจนหายไป แต่ก่อนที่ตัวผมจะเดินทางไปสู่มืดสัมบูรณ์ ผมขอเพียงแค่ใครสักคนหนึ่ง
ใครก็ได้ที่นั่งอยู่ข้างๆผมตอนร้องไห้
ใครก็ได้ที่กอดผมเบาๆในโลกแห่งความเศร้านี้
ใครก็ได้ที่เห็นค่าของผมมากกว่าตัวผมเอง
อาจจะเป็นใครก็ได้
แต่ไม่ใช่ใครก็ได้
posted on 03 Feb 2010 21:39 by fling-in
พลิ้วไปตามลมพัดผ่าน
Model : Sumanus Saiwiriya
posted on 01 Feb 2010 19:52 by fling-in in Life
เนื่องจากความป่วยไข้ทางจิตใจของผมกำเริบอีกครั้งเมื่อคืน หลังจากได้อ่านข้อความสะเทือนใจจากผู้หญิงคนหนึ่ง ผมจึงคิดหาวิธีการแก้ไขอารมณ์ด้วยความเร่งด่วนที่สุด ผมหันซ้ายหันขวากระสับกระส่าย แก้มทั้งสองข้างอาบไปด้วยน้ำตา ทันใดนั้นผมก็หันไปเจอะเข้ากับรองเท้าเก่าสีขาวเขลอะๆที่ผมใส่มาบ้าน ผมนึกออกในทันใดว่าผมจะทำอะไรกับมัน
โชคดีที่ก่อนหน้าที่อาการทางอารมณ์จะกำเริบไม่กี่ชั่วโมง ผมเผอิญได้ไปเดิน B2S และซื้อสีอะคลิลิกเตรียมไว้เพ้นท์รองเท้าเก่าคู่ใจไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะได้เพ้นท์มันเร็วขนาดนี้ ในตอนนี้ที่เศร้าขนาดนี้
เอาเป็นว่าเมื่อความเศร้านำพามาถึงจุดนี้ ไหนๆก็ไหนๆ ผมเลยลงมือขีดๆเขียนๆสีอะคลิลิกลงไปบนรองเท้าซะ และบันทึกภาพสภาพรองเท้าที่ช่วยฆ่าเวลา(เศร้า)ในคืนนั้นมามาฝากครับ
ภาพรองเท้าเก่าคู่ใจก่อนจะถูกทำให้กลายสภาพ
เวลาดำเนินไปกับการขีดเขียนโดยไม่คิดอะไรอยู่ราวๆสองชั่วโมงกว่าๆ ในตอนหลังๆผมเริ่มเจ็บตา และง่วงนอนอย่างมาก แต่อย่างน้อยความเศร้าก็เจือจางลงไปบ้าง ผมจึงฮึดใจสู้กับความง่วงอีกนิดหน่อย จนในที่สุดมันก็เสร็จสมบูรณ์
มาดูภาพตอนเสร็จกันเลย
นืง
ส่อง
ซ่ำ
อะโชะเด๊ะ!
สภาพรองเท้าเหมือนใหม่ เย่ (แต่อารมณ์คนทำยังแอบเศร้าเหมือนเดิม)
ป.ล. ผมเอาภาพไปลงใน Facebook มา มีคนบอกว่าอยากได้คู่เก่ามากกว่า แอบสลด
posted on 31 Jan 2010 20:34 by fling-in in Life
ผมเดินจากเธอมาเอง ผมจำได้ดี ในตอนนั้นผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความรู้สึกระหว่างเราสองคน ผมเริ่มโกหกเธอหลายต่อหลายครั้งเพื่อออกไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ ผมเริ่มรู้สึกดีกับชีวิตกลางคืน รู้สึกดีกับการได้หลุดออกจากกรอบของเธอ ในบางครั้งผมถึงกับรู้สึกดีกับผู้หญิงคนอื่น จนกระทั่งในที่สุดผมไม่สามารถจะกล้ำกลืนคำโกหกที่มีต่อเธอได้อีกต่อไป มันมากเกินพอแล้ว ผมเลือกบอกลาเธอเสียแต่ตรงนั้น ความรู้สึกในตอนนั้นของผมช่างเย็นชา ผมทำตัวเหมือนลืมเรื่องดีๆของเราสองคนไปหมดแล้ว เธอร้องไห้ฟูมฟาย ทว่าผมกลับเงียบสนิท ราวกับไม่เคยรักเธอ ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าได้ทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเราไปแล้ว
ภาพฝันถึงผู้หญิงที่ผมเคยรักมักทำร้ายผมเกือบทุกคืน ผมมักตื่นมาร้องไห้ในเวลาเช้ามืดเสมอ บางทีแม้แต่เวลากลางวัน ถ้าผมอยู่คนเดียว ผมก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเสียอย่างนั้น มันทรมานมากขึ้นๆทุกวัน ในบางครั้งเวลาที่ผมอยากลืมเรื่องราววุ่นวายต่างๆ ผมมักเลือกที่จะกินเบียร์อย่างหนัก เพื่อให้หลับได้ลง และไม่ต้องคิดฟุ่งซ่าน ผมเริ่มออกเดินทางไปเรื่อยๆตัวคนเดียว ผมเดินคนเดียว กินคนเดียว ดูหนังคนเดียว ซื้อของคนเดียว ความเหงาเริ่มเข้ากับผมได้ดีขึ้นทุกๆวัน ทว่าความเศร้าเสียใจไม่ได้ลาจากไปไหน มันยังคงทำร้ายผมทุกครั้ง เวลาผมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต
ในขณะที่ผมเขียนบันทึกอยู่ตอนนี้ ผมก็ยังคงร้องไห้ ซึ่งเป็นการร้องไห้ที่ผมไม่เข้าใจมันเลย ผมพยายามเรียบเรียงที่มาที่ไป หาเหตุผลต่างๆนานาที่จะมาอธิบายน้ำตาทุกหยด แต่สุดท้ายแล้ว ผมกลับหาคำตอบไม่ได้สักนิดเดียว ราวกับว่าผมได้แต่มองเรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยมือของผมเอง แต่ไม่เคยเห็น และเข้าใจมันเลย เพราะบางครั้งผมรู้สึกเหมือนกันว่าสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาทั้งชีวิตพังทลายลงไปนานแล้ว และเหลือแต่เศษซากละเอียดยิบที่ยากจะต่อกลับคืน และไม่รู้จะต่อมันกลับคืนทำไมด้วยซ้ำ
ผมอาจจะร้องไห้เพราะรู้สึกผิดต่อคนที่เคยทำร้าย
ผมอาจจะร้องไห้เพราะต้องการความรักที่ขาดหายไป
ผมอาจจะร้องไห้เพราะต้องการให้อะไรต่างๆกลับคืนมา
หรือจริงๆแล้วผมแค่ร้องไห้เพราะสมเพซในการกระทำของตัวเอง
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ผมก็ยังคงร้องไห้จนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้