ตอนแรกผมได้ยินข่าวจากเพื่อนสนิทว่ามีร้านเด็กบดอร่อยๆ อยู่ร้านหนึ่ง ทีแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก คิดว่าเพื่อนคงอำเล่น แต่พอมาได้เห็นภาพกับตาตัวเอง ผมถึงกับมือสั่นจนต้องหยิบกล้องขึ้นมาชักภาพ ตรงหน้าคือร้านขายปลาหมึกบด และเด็กบด โอ้ว พระเจ้า ผมเคยกินปลาหมึกบด แต่ไม่เคยกินเด็กบดมาก่อนเลย เพื่อนผมบอกว่าให้ลองชิมสักหน่อย ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว ผมอิดออดอยู่นานจนอ่อนกับคำรบเร้าของเพื่อน ผมเลยลองสั่งแขนเด็กบด คนขายพยักหน้ารับ เขาหันมาหาผมพร้อมเอ่ยเบาๆก่อนจะใส่แขนเด็กลงไปในที่บด "น้องอย่าเพิ่งถ่ายรูปตอนพี่บดแขนเจ้าหนูนี่นะ เดี๋ยวพี่โดดนจับ" ผมเก็บกล้องใส่กระเป๋า จับตามองภาพตรงหน้าอย่างตั้งใจ มือผมเต็มไปด้วยเหงื่อ เสียงรอบๆกายราวกับถูกดูดหายไปที่ไหนสักแห่งไกลโพ้น

คนขายถอนหายใจหนึ่งครั้งเบาๆ เขาจ่อมือของเด็กน้อยไว้ระหว่างลูกกลิ้งที่ใช้บดปลาหมึก ทันใดนั้น เสียงกระดูกอ่อนถูกบดลอยเข้ามาทำลายความเงียบจนสิ้นไป เด็กน้อยกรีดร้องดังสนั่น คนแถวๆนั้นหันมามองปราดเดียวก็หันกลับไป มันคงเป็นภาพชินตาสำหรับคนแถวนี้ แต่สำหรับผมภาพตรงหน้าคือนิ้วมือเล็กๆ ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปในที่บดปลาหมึก มันทำให้ผมถึงกับยืนอ้าปากค้าง ร่างกายไม่ไหวติง ผมทำอะไรไม่ถูก แม้คิดจะหลับตาแต่ภาพตรงหน้าช่างดูน่าพิศวง ราวกับภาพในหนังสยองขวัญสักเรื่องที่ผมเคยดู ลูกกลิ้งถูกหมุนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพทุกอย่างช้าลงประหนึ่งภาพสโลโมชั่นในหนัง นิ้ว มือ ข้อมือ ปลายแขนทั้งหมด ศอก ต้นแขน จนถึงหัวไหล่ ทีละส่วนๆค่อยถูกทยอยเข้าเครื่องบด เลือดสีแดงเจิ่งนองไปทั่วร้าน ในขณะเดียวกันเสียงกรีดร้องค่อยๆเงียบลงจนหายไปในความมืดของเวลากลางคืน คนขายปาดเหงื่อบนหน้าผากหนึ่งครั้ง เขาหยิบชิ้นเนื้อเละๆทีละชิ้นใส่กล่องโฟม น้ำจิ้มถูกเตรียมไว้ก่อนแล้วในถ้วยพลาสติกสี่ชมพูใบเล็ก จากนั้นจึงจัดของทั้งหมดลงในกล่องโฟมเดียวกัน และยื่นให้ผมอย่างรวดเร็ว ผมรับมาทั้งๆที่มือยังสั่นอยู่ ในใจยังคงคิดถึงหนังสยองขวัญ ผมกลั่นใจหยิบชิ้นเนื้อเล็กๆที่น่าจะเป็นส่วนหลังมือขึ้นมา โยนมันใส่ปากในทันที

ง่ำ

ง่ำ

ง่ำ

คำแล้ว

คำเล่า

ไม่นานในกล่องโฟมก็ว่างเปล่าเหลือแต่คราบเลือดนิดหน่อย ผมดูดนิ้วอย่างพึงพอใจ "อร่อยอย่างที่เขาว่าจริงๆ" ผมหันไปบอกคนขาย เขายิ้มรับด้วยท่าทีสุภาพก่อนจะเอ่ยปาก "จะรับส่วนไหนเพิ่มอีกไหมครับ"

ผมยิ้มให้เขาเบาๆ พร้อมพยักหน้าช้าๆ ราวกับภาพสโลโมชั่น

เหตุผลที่ต้องอดนอน

posted on 09 Feb 2010 04:38 by fling-in  in Life

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้นอนเท่าไหร่(ถ้าไม่นับเวลาออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนน่ะนะ)เพราะมัวแต่งุ่นง่านกับศิลปนิพนธ์เจ้าปัญหาอยู่ ปัญหาคือคิดก็ไม่ค่อยออกเท่าไหร่ ว่าจะเอาไงกับมันดี เนื่องด้วยพอทำๆไปมากๆก็เริ่มเบื่องานตัวเอง ก็ผมเล่นทำมันมาเกือบสองปีแล้วน่ะสิ แต่ก็ถือว่าเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จพอสมควร แม้จะไม่สมบูรณ์ หรือแยบยลอะไรมากนักแต่ก็ไปได้เกินคาดทีเดียว พัฒนารูปแบบ และแนวคิดมากว่าเกือบสองปี ในที่สุดก็เริ่มจับทางได้สักที เฮ้อ เหนื่อยชะมัด มาดูภาพเหตุการณ์ในสองสามคืนที่ผ่านมากันดีกว่า

นี่เป็นโต๊ะทำงานในช้อปภาพพิมพ์วูดคัต(ทำไมงานผมมันไม่วูดคัตเลย ก็เพราะผมทำภาพพิมพ์ดิจิตอล รวมกับมีเดียอื่นๆน่ะครับ แต่ดันไม่มีที่ให้ทำงาน เลยมายึดที่ในห้องนี้กับเพื่อนอีกคน ห้าๆ)จริงๆเพื่อนผมใช้ แต่ไปๆมาๆผมก็มาแอบใช้ในยามที่เขาไม่อยู่(เพราะโดนรุ่นพี่ที่ตกรุ่นมายึดโต๊ะผมไปอีกที)ในที่สุดก็ถือโอกาสยึดโต๊ะเพื่อนซะเลย โดยการเอาของมากองๆแล้วไม่เก็บ ห้าๆ เพื่อนเลยต้องเต็มใจให้ทำงานตรงนี้น่ะแหละ ฮี่ๆ

และไอ้กล่องๆพวกนี้คืองานทีสิตผมเองแหละครับ ผมจับเอานักการเมืองมายัดใส่กล่อง กลายเป็นของเล่นไปซะเลย ใครชอบใคร ใครเกลียดใครก็จับจองกันได้ตามใจชอบ(ถ้าทำทันน่ะนะ) ที่มาของงานชุดนี้ก็คือ ผมคิดว่าประชาชนถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองมานาน ถ้าลองให้นักการเมืองถูกประชาชนควบคุมบ้าง นักการเมืองกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของประชาชนบ้างจะเป็นไรไป ส่วนแนวคิดของของเล่นการเมืองชุดนี้ก็ประมาณว่า ถ้าชอบใครก็เอาไปเทิดทูนได้ ถ้าไม่ชอบก็ทำลายทิ้ง ก็เท่านั้นเอง ไม่ต้องใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาการเมืองกันนะครับ ท่าจะรุนแรงก็มาลงที่ของเล่นผมนี่มา

จริงๆยังไม่ได้ทำอีกหลายคนนะครับ บางคนก็หาภาพใบหน้าต้นแบบชัดๆไม่ได้ บางคนผมก็นึกไม่ออก ถ้าไงก็ช่วยบอกผมบ้างก็ได้นะครับ หรือไม่ก็เอาใจช่วยให้ผมทำทันก่อนเก้าโมงเช้าด้วยเถิด เพราะเป็นเวลาประเมินครั้งสุดท้าย(ตัดสินว่าจะได้แสดงทีสิตหรือไม่)แล้ว กลัวไม่ทันจะแย่แล้ว(แล้วยังจะมานั่งเล่นเน็ตน่ะนะไอ้คุณสินาห่าเหว)

ป.ล.ดูงานผมแล้วห้ามโกรธผมนะ เพราะผมทำไปเพราะรักจริงๆ

Do Not Try ... At Home.

posted on 08 Feb 2010 01:38 by fling-in  in Life

 ใครรู้จักห้ามบอก

ใครไม่รู้จักห้ามถาม

ข้อแนะนำเดียวคือ

ห้ามทำเลียนแบบที่บ้านนะจ๊ะหนูๆ!

 
ผมไม่เชื่อพวกเขาหรอก

เพลง นิดหนึ่ง

นิดหนึ่งก็ถึงห้าปี

นิดนิดนิดหนึ่งก็ถึงห้าปี

โอ้แม่ดวงชีวีน้องจงรอพี่เถิดหนา

พี่มาเรียนศิลปะที่คณะจิตรกรรม

นิดหนึ่งก็ถึงห้าปี

นิดนิดนิดหนึ่งก็ถึงห้าปี

อดข้าวปลาง่วงนอนไม่ได้พักผ่อนต้องทน

เพื่ออนาคตตนต้องทนเล่าเรียนให้ดี

นิดหนึ่งก็ถึงห้าปี

นิดนิดนิดหนึ่งก็ถึงห้าปี

 จะพากเพียรทำงานไม่ใช่แค่ผ่านเท่านั้น

แต่ในทางสร้างสรรค์ รอวันฉันคืนห้าปี

(ซ้ำทั้งหมด)


ผมเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ ผมเกลียดตัวเองที่ทำตัวน่าสมเพช บางครั้งผมอยากหายไปจากโลกนี้อย่างเงียบๆ ไม่ต้องมีใครรับรู้ถึงการจากไปของผม ราวกับผมไม่ได้ผ่านเข้าไปในชีวิตของใครๆ ผมคิดเสมอว่าคนเราเกิดมาทำไม ในเมื่อทุกสิ่งล้วนแล้วต้องลาจากโลกนี้ไปอย่างเงียบเหงาเพียงลำพัง บางคนอาจจะบอกว่าแม้ชีวิตทุกคนจะดำเนินไปสู่การดับสูญเดียวกัน หากแต่ยังสามารถทำสิ่งดีๆให้กับคนรอบๆข้างได้ในขณะที่ยังหายใจมิใช่หรือ คำตอบคือใช่ แต่สำหรับผมแล้วคงถือว่าโชคไม่ดีเลย ที่ก่อนชีวิตผมจะเดินทางไปสู่ความเงียบเหงาว่างเปล่านั้น ผมใช้ชีวิตไปพร้อมกับทำร้ายตัวเองและคืนอื่นๆเอาไว้มากเหลือเกิน เกินไปจนผมทนรับไม่ไหว มันฉุดร่างผมจมดิ่งลงสู่ความเลวร้ายทางอารมณ์

แทบจะในทุกครั้งที่ผมมองกระจกเงา ผมเห็นสิ่งมีชีวิตที่น่าอดสูที่สุด มันเอาแต่ร่ำไห้กับการกระทำไร้ค่าของตัวเอง ผมจ้องลงไปในตาของมัน มันจ้องกลับเพียงเพื่อหวังให้ผมเศร้าโศกไปกับมัน ผมรังเกียจมันมาก ผมไม่อยากเจอหน้ามันอีกแล้ว ไม่อยากให้มันมาร้องไห้ให้ผมเห็นอีก ผมอยากให้มันหายไป ไอ้เจ้าสิ่งมีชีวิตสกปรกเบื้องหน้าที่เอาแต่ใช้ชีวิตอย่างสลดหดหู่

แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ผมทำได้เพียงใช้ชีวิตไปวันๆ ทิ้งลมหายใจไปตามทางที่เดิน ผมกินข้าวน้อยลง ดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น มากขึ้น สูบบุหรี่จัดจนผมเองยังตกใจ ผมพยายามทำทุกสิ่งที่ควรทำให้คนรอบข้างสบายใจ บางครั้งผมยิ้มให้คนมากมายในแต่ละวัน ผมแสร้งทำเป็นว่าสบายดี แต่เมื่อใดที่ผมอยู่ที่ไหนสักแห่ง ซึ่งเป็นที่ที่รอบกายมีแต่คนแปลกหน้า ผมจะร้องไห้ออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ และมันจะแย่ลงไปอีกถ้ามันเกิดขึ้นในเวลาที่ผมนอนอยู่บนเตียงในห้องคนเดียว เพลงบางเพลงทำให้ผมร้องไห้ได้เป็นชั่วโมง ภาพบางภาพทำให้ผมเสียใจจนร่างกายสั่นเทา

"เวลาจะรักษาทุกสิ่ง"

"ตัดใจเถอะ"

"อย่ารอเลยมันอาจจะทำให้เขาเสียใจ"

"หาแฟนใหม่ดิวะ"

"ลืมมันไปเถอะ ชีวิตต้องเดินต่อไป"

คำพูดปลอบใจจากผู้คนรอบข้างยังก้องอยู่ในหูผม ผมขอบคุณกับทุกคำพูดที่พยายามช่วยฉุดผมออกจากความเศร้าเหนียวหนืดนี้ หากแต่ไม่มีใครรู้ว่าในเวลาเดียวกัน คำพูดเดียวกันนี้กลับทิ่มแทงผมอย่างทรมาน ราวกับการย่ำลงไปบนรอยบาปที่ตราตรึงอยู่กลางหลัง ผมไม่สามารถลบมันออกไปได้เลย ผมพยายามแล้ว แต่มันกลับยิ่งฝังตัวลึกลงไป คล้ายมะเร็งที่กัดกินความสุขของผมทีละน้อย ทีละน้อย จนบางครั้งมันทำให้ผมคิดไปว่าหัวใจของผมเต้นช้าลงเรื่อยๆ

สุดท้ายแล้วผมคงได้แต่ปล่อยให้ความเศร้ากลืนผมจนหายไป แต่ก่อนที่ตัวผมจะเดินทางไปสู่มืดสัมบูรณ์ ผมขอเพียงแค่ใครสักคนหนึ่ง

ใครก็ได้ที่นั่งอยู่ข้างๆผมตอนร้องไห้

ใครก็ได้ที่กอดผมเบาๆในโลกแห่งความเศร้านี้

ใครก็ได้ที่เห็นค่าของผมมากกว่าตัวผมเอง

อาจจะเป็นใครก็ได้

แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ 

พลิ้ว

posted on 03 Feb 2010 21:39 by fling-in

พลิ้วไปตามลมพัดผ่าน

 

 

Model : Sumanus Saiwiriya

 
 
หน้าตาดีขึ้นเยอะเลย

Before & after, how to kill my (bad) time.

posted on 01 Feb 2010 19:52 by fling-in  in Life

เนื่องจากความป่วยไข้ทางจิตใจของผมกำเริบอีกครั้งเมื่อคืน หลังจากได้อ่านข้อความสะเทือนใจจากผู้หญิงคนหนึ่ง ผมจึงคิดหาวิธีการแก้ไขอารมณ์ด้วยความเร่งด่วนที่สุด ผมหันซ้ายหันขวากระสับกระส่าย แก้มทั้งสองข้างอาบไปด้วยน้ำตา ทันใดนั้นผมก็หันไปเจอะเข้ากับรองเท้าเก่าสีขาวเขลอะๆที่ผมใส่มาบ้าน ผมนึกออกในทันใดว่าผมจะทำอะไรกับมัน

โชคดีที่ก่อนหน้าที่อาการทางอารมณ์จะกำเริบไม่กี่ชั่วโมง ผมเผอิญได้ไปเดิน B2S และซื้อสีอะคลิลิกเตรียมไว้เพ้นท์รองเท้าเก่าคู่ใจไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะได้เพ้นท์มันเร็วขนาดนี้ ในตอนนี้ที่เศร้าขนาดนี้

เอาเป็นว่าเมื่อความเศร้านำพามาถึงจุดนี้ ไหนๆก็ไหนๆ ผมเลยลงมือขีดๆเขียนๆสีอะคลิลิกลงไปบนรองเท้าซะ และบันทึกภาพสภาพรองเท้าที่ช่วยฆ่าเวลา(เศร้า)ในคืนนั้นมามาฝากครับ

ภาพรองเท้าเก่าคู่ใจก่อนจะถูกทำให้กลายสภาพ

เวลาดำเนินไปกับการขีดเขียนโดยไม่คิดอะไรอยู่ราวๆสองชั่วโมงกว่าๆ ในตอนหลังๆผมเริ่มเจ็บตา และง่วงนอนอย่างมาก แต่อย่างน้อยความเศร้าก็เจือจางลงไปบ้าง ผมจึงฮึดใจสู้กับความง่วงอีกนิดหน่อย จนในที่สุดมันก็เสร็จสมบูรณ์

มาดูภาพตอนเสร็จกันเลย

 

 

 

 

นืง

 

 

 

 

ส่อง

 

 

 

 

ซ่ำ

 

อะโชะเด๊ะ!

สภาพรองเท้าเหมือนใหม่ เย่ (แต่อารมณ์คนทำยังแอบเศร้าเหมือนเดิม)

ป.ล. ผมเอาภาพไปลงใน Facebook มา มีคนบอกว่าอยากได้คู่เก่ามากกว่า แอบสลด

 

ร้องไห้ ณ บรรทัดสุดท้าย

posted on 31 Jan 2010 20:34 by fling-in  in Life

ผมเดินจากเธอมาเอง ผมจำได้ดี ในตอนนั้นผมรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความรู้สึกระหว่างเราสองคน ผมเริ่มโกหกเธอหลายต่อหลายครั้งเพื่อออกไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ ผมเริ่มรู้สึกดีกับชีวิตกลางคืน รู้สึกดีกับการได้หลุดออกจากกรอบของเธอ ในบางครั้งผมถึงกับรู้สึกดีกับผู้หญิงคนอื่น จนกระทั่งในที่สุดผมไม่สามารถจะกล้ำกลืนคำโกหกที่มีต่อเธอได้อีกต่อไป มันมากเกินพอแล้ว ผมเลือกบอกลาเธอเสียแต่ตรงนั้น ความรู้สึกในตอนนั้นของผมช่างเย็นชา ผมทำตัวเหมือนลืมเรื่องดีๆของเราสองคนไปหมดแล้ว เธอร้องไห้ฟูมฟาย ทว่าผมกลับเงียบสนิท ราวกับไม่เคยรักเธอ ตอนนั้นผมไม่รู้เลยว่าได้ทำร้ายผู้หญิงคนหนึ่งที่รักเราไปแล้ว

ภาพฝันถึงผู้หญิงที่ผมเคยรักมักทำร้ายผมเกือบทุกคืน ผมมักตื่นมาร้องไห้ในเวลาเช้ามืดเสมอ บางทีแม้แต่เวลากลางวัน ถ้าผมอยู่คนเดียว ผมก็จะหลั่งน้ำตาออกมาเสียอย่างนั้น มันทรมานมากขึ้นๆทุกวัน ในบางครั้งเวลาที่ผมอยากลืมเรื่องราววุ่นวายต่างๆ ผมมักเลือกที่จะกินเบียร์อย่างหนัก เพื่อให้หลับได้ลง และไม่ต้องคิดฟุ่งซ่าน ผมเริ่มออกเดินทางไปเรื่อยๆตัวคนเดียว ผมเดินคนเดียว กินคนเดียว ดูหนังคนเดียว ซื้อของคนเดียว ความเหงาเริ่มเข้ากับผมได้ดีขึ้นทุกๆวัน ทว่าความเศร้าเสียใจไม่ได้ลาจากไปไหน มันยังคงทำร้ายผมทุกครั้ง เวลาผมอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีต

ในขณะที่ผมเขียนบันทึกอยู่ตอนนี้ ผมก็ยังคงร้องไห้ ซึ่งเป็นการร้องไห้ที่ผมไม่เข้าใจมันเลย ผมพยายามเรียบเรียงที่มาที่ไป หาเหตุผลต่างๆนานาที่จะมาอธิบายน้ำตาทุกหยด แต่สุดท้ายแล้ว ผมกลับหาคำตอบไม่ได้สักนิดเดียว ราวกับว่าผมได้แต่มองเรื่องราวทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยมือของผมเอง แต่ไม่เคยเห็น และเข้าใจมันเลย เพราะบางครั้งผมรู้สึกเหมือนกันว่าสิ่งที่ผมสร้างขึ้นมาทั้งชีวิตพังทลายลงไปนานแล้ว และเหลือแต่เศษซากละเอียดยิบที่ยากจะต่อกลับคืน และไม่รู้จะต่อมันกลับคืนทำไมด้วยซ้ำ

ผมอาจจะร้องไห้เพราะรู้สึกผิดต่อคนที่เคยทำร้าย

ผมอาจจะร้องไห้เพราะต้องการความรักที่ขาดหายไป

ผมอาจจะร้องไห้เพราะต้องการให้อะไรต่างๆกลับคืนมา

หรือจริงๆแล้วผมแค่ร้องไห้เพราะสมเพซในการกระทำของตัวเอง

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ผมก็ยังคงร้องไห้จนถึงบรรทัดสุดท้ายนี้