หอคอยงาช้าง

posted on 21 Nov 2010 02:06 by fling-in in Art

ในประเทศรูปขวานบิ่นเบี้ยวแห่งนี้ มีหอคอยแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้มวลเมฆหมอกที่ล้อมรอบอย่างหนาทึบ บนหอคอยนั้นมีผู้เฒ่า และสานุศิษย์อาศัยมาหลายชั่วอายุคน หอคอยแห่งนี้มีชื่อว่า "หอคอยงาช้าง" มันเป็นที่สร้างสรรค์งานศิลปะชั้นสูงมากมายจนเป็นที่กล่าวขวัญกันในม่านหมอกแห่งนั้น เหล่าท่าน ๆ ที่อาศัยอยู่บนหอคอยงาช้างมักมองลงมาจากจุดสูงสุดของหอคอย ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยบารมีอันแสนจะเอ่อล้น บางคนที่ไม่มีใบหน้าอย่างนั้น ก็จะรีบหันไปหยิบหน้ากากที่มีหน้าตาคล้ายอย่างนั้นมาใส่เสีย เพื่อจะได้ไม่ผิดแผกไปจากคนข้าง ๆ มากนัก 

ในทุก ๆ เวลาของทุก ๆ วัน พวกท่าน ๆ บนนั้นจะเอาแต่สนทนาถึงความเชื่อมโยงของทัศนธาตุ อย่าง จุด เส้น สี รูปทรง พื้นผิว จังหวะ ฯลฯ เข้ากับหลักธรรมของศาสนาประจำชาติ หรือเข้ากับความเป็นชนบท หรือเข้ากับความเลวระยำของเมืองคอนกรีต หรือเข้ากับธรรมชาติสีเขียวในป่าเขตร้อนที่พึงอนุรักษ์ไว้ บทสนทนานั้นดังก้องกังวาลไปทั่วบริเวณ บางคนพูดให้ดังจนดูผิดธรรมชาติ ราวกับจะประกาศให้ดวงดาวบนฟ้าหันหน้ามามองทางเขาเพียงผู้เดียว กิจกรรมเหล่านี้ถูกทำซ้ำเนินนานเป็นสิบสิบสิบสิบสิบสิบสิบปีตั้งแต่ยุคก่อตั้งหอคอยจนปัจจุบัน ต้นไม้และก้อนหินในแถบนั้นต่างก็ท่องคำกล่าวนั้นได้ชัดเจนเสียยิ่งกว่านกแก้วนกขุนทองหัวเกรียนเสียอีก 

เหล่าผู้เฒ่า และสานุศิษย์แห่งหอคอยงาช้างต่างก็คิดว่าพวกตนนั้นเป็นผู้รู้ศิลปะชั้นสูงอย่างดีเลิศที่สุดในประเทศรูปขวานบิ่นเบี้ยวนี้ เนื่องด้วยตำนานเล่าไว้ว่าผู้ก่อตั้งหอคอยงาช้างคนแรกนั้นเป็นมนุษย์ผู้สูงส่งจากฟากฟ้า เขาพูดอีกภาษา มีวัฒนธรรม และนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ศิลปะชั้นสูงมากมายมาเผยแพร่ เหล่าผู้เฒ่าที่เคยเป็นสานุศิษย์กลุ่มแรก ๆ จึงเชื่อที่จะเรียนรู้ และรับการฝึกฝนการสร้างสรรค์ศิลปะชั้นสูงจากผู้ก่อตั้ง จนเวลาล่วงเลยผ่านไป ผู้ก่อตั้งกลายเป็นปุ๋ยสู่ดิน สานุศิษย์รุ่นแรกนั้นจึงผันตัวมาเป็นผู้รู้เสียเอง และนั่นเอง จึงเกิดการโอนถ่ายความรู้ที่ว่าสูงส่งจากรุ่นสู่รุ่น การสร้างสรรค์ศิลปะชั้นสูงของผู้ก่อตั้งจึงถูกดัดนิดแต่งหน่อยให้ดูพองาม และเข้ากับสภาวะของผู้ปกครองหอคอยงาช้างในรุ่นต่อ ๆ มา เช่น ศิลปะชั้นสูงที่ว่าด้วยเรื่องศาสนาประจำชาติจำเป็นต้องสะท้อนเรื่องประวัติของศาสดา-หลักธรรมคำสอน-นรก-สวรรค์-เปรต จำเป็นต้องใช้สี ขาว-ดำ-แดง-ทอง หากเป็นวัสดุต้องไม่พ้น หนังวัว-ไม้เก่า-เรือเก่า-อะไรอะไรเก่าเก่า, ศิลปะชั้นสูงที่ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิมจำเป็นต้องสะท้อนความเป็นชนบทที่สวยงาม-ดีงาม-น่าสงสาร-ควรอนุรักษ์ และจำเป็นต้องมีภาพชาวนา-หน้าแก่-หนังเหี่ยว-ตัวดำ-น่าสงสาร เขียนยิ่งเหมือนยิ่งงาม, ศิลปะชั้นสูงที่ว่าด้วยเรื่องสังคมเมืองจำเป็นต้องสะท้อนว่าเมืองไม่ดี-เลวระยำ-มืดมน-สกปรก-หยาบโลน-หลอกลวง และจำเป็นต้องต้องมีภาพขอทาน-คนพิการ-โสเภณี-หมาขี้เรื้อน-เด็กแว้น-ขี้เมา-นักการเมืองในชุดตัวเหี้ย-ตัวเหี้ยในชุดนักการเมือง เป็นต้น รูปแบบเหล่านี้จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันเนินนาน จนกระทั่งในยุคหลัง ๆ ยิ่งชัดเจนขึ้น และในท้ายที่สุดจึงกลายเป็นขนบที่อยู่คู่กับหอคอยงาช้างมาจวบจนปัจจุบัน

ทุก ๆ ปี ในช่วงวันครบรอบการก่อกำเนิดของหอคอยงาช้าง จะมีเหล่าสานุศิษย์น้อยใหญ่พากันปีนขึ้นไปทาสีใหม่ให้หอคอยดูกลับมาสวยสง่าราวกับเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อวานก็ไม่ปาน บ้างก็โหนบันไดขึ้นไปประดับธง และไฟหลากสี บ้างก็กระโดดโลดเต้นไปกับการแสดงมโหรีปี่กลองด้วยความเมาใบหน้าระรื่น บ้างก็แหกปากโอ้อวดถึงความภาคภูมืที่เคยได้ฝึกฝนศิลปะชั้นสูงจากหอคอยงาช้างมาก่อน ให้เด็กแรกเกิดที่กำลังดูดนมแม่สดับรับฟัง ถนนที่ทอดยาวไปสู่หอคอยก็โรยไปด้วยกลีบกุหลาบสีสด ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนอวนอบ และคละเคล้าไปกับสังคมศิลปะชั้นสูงที่จำเป็นต้องมีรสนิยมเท่านั้นถึงจะได้ข้องแวะ

และเพราะความหอมหวานแบบนี้เองไงเล่า เหล่าแร้งกาในคราบคนจึงมีมากหน้าหลายตา และไม่ค่อยไปไหนไกลเทียวแหละ บางตัวก็ก้มลงกราบงาม ๆ ก่อนจะกล่าวคำชื่นชมผลงานของท่าน ๆ ศิลปินแห่งหอคอยงาช้างเสียจนน้ำลายแตกฟอง บางตัวก็ผันตัวมาขอเป็นสานุศิษย์ของปรมจารย์ผู้เฒ่าแก่ ๆ เพียงพราะอยากไต่เต้าไปสู่ธรรมเนียบสูงสุดบนหอคอยงาช้าง แต่คงไม่ได้ขึ้นไปจุดสูงสุดนั้นเร็วเท่าใดนักดอก เพราะยังมีสานุศิษย์คนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน และคนก่อน ฯลฯ ต่อแถวอยู่ก่อนหน้า ซึ่งเป็นแถวที่ยาวเสียจนมองไม่เห็นหางแถวซะอีกแนะ

ในทุกวันนี้ ด้านล่างของหอคอยก็เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ร่ำรวยล้นฟ้า ที่หวังจะเสริมรสนิยมให้ดูหรูหราด้วยการดูดดมผลงานที่ถูกสร้างขึ้นจากเหล่าท่าน ๆ ศิลปินแห่งหอคอยงาช้าง พวกมันต่างก็พากันเฝ้ารอแม้เพียงได้ชื่นชมปลายพู่กันเปรอะเปื่อนสีของพวกผู้เฒ่าและสานุศิษย์เก่าแก่ ที่แม้จะบังเอิญหล่นจากมือไปกระเด้งกระดอนจนกระทบขบกับพื้น แล้วบังเอิญเกิดเป็นเส้นสายอุจาดตา แต่ทว่าสิ่งมีชีวิตร่ำรวยพวกนั้นก็พร้อมจะกราบไหว้ปรากฏการณ์ตรงหน้า ทั้งยังอุทานออกมาได้อย่างไม่เคอะเขินปาก พากันกอดคอตะโกนก้องร้องป่าวราวกับว่าที่เพิ่งได้เห็นไปนั้นเป็นความงามที่เฝ้ารอมาแล้วทั้งชีวิต บางตัวบางตนสะสมเบี้ยไว้มากมาย เพื่อนำมาแลกกับรอยเลอะบนพื้นนั้น และนำมันกลับไปติดไว้บนฝาบ้าน เทียวกราบไหว้ทุกครั้งในยามเข้าออกประตูบ้านบานหรู แอบหวังเพียงเพื่อจะได้ซึมซับถึงคุณค่าที่เคลือบฉาบอย่างหยาบ ๆ อยู่บนรอยเลอะนั้น เพราะความคิดไปเอง และหวังเพียงเพื่อใช้รอยเลอะนั้นเสริมรสนิยมของตนเองให้สูงขึ้นเหนือกว่าสิ่งมีชีวิตร่ำรวยตัวอื่นที่ไม่มีสุนทรียะแบบหอคอยงาช้างอย่างนี้

สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงดำเนินไปเป็นวัฐจักร ประหนึ่งว่ามันไร้ซึ่งจุดสิ้นสุด ท่ามกลางม่านหมอกที่ปิดบังหอคอยให้มิดชิดจากโลกผ่านนอก เหล่าผู้เฒ่าก็ยังคงสนทนาถึงความเชื่อมโยงของทัศนธาตุกับศาสนา ไม่ก็ชนบท ไม่ก็เมือง ไม่ก็ธรรมชาติ สานุศิษย์ก็พากันฝึกฝนฝีมือเพื่อสร้างศิลปะชั้นสูงตามแบบผู้เฒ่าอีกทอด เร่กันไปลงประกวดทุกเวที แข่งขันกันแต่ในหอคอยงาช้างอย่างขมักเขม้น เศรษฐีข้างล่างก็เอาเบี้ยไปแลกศิลปะชั้นสูงไปสูดดม วนเวียนไปอย่างนี้

วนเวียนอยู่อย่างนี้

ซ้ำแล้ว

ซ้ำเล่า

เป็นสิบ เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านปี

จนกระทั่งหมอกที่ปลายฟ้าจางลง ผู้เฒ่าและเหล่าสานุศิษย์บนหอคอยงาช้างกรี๊ดร้องด้วยความหวาดกลัว ต่างพากันชี้นิ้ว และด่าทออย่างหยาบคายไปยังหอคอยอีกแห่ง และอีกแห่ง และอีกแห่ง ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายขอบฟ้าหลังม่านไอน้ำในอากาศบาง ๆ

มันคือหอคอยเขาวัว หอคอยเขาควาย หอคอยเขากวาง หอคอยนอแรด หอคอยเขี้ยวหมี หอคอยเล็บเสือ และหอคอยอื่น ๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน มีทั้งที่เพิ่งสร้าง กำลังสร้าง และกำลังบูรณะ หอคอยมากมายเหล่านั้นติดต่อสื่อสารกัน มีระบบรถไฟความเร็วสูง และถนนเชื่อมต่อกันมากมายเป็นเครือข่ายใหญ่โต ป้ายโฆษณาถึงศิลปินแปลกหน้ามากมายราวกับดอกเห็ด พวกผู้เฒ่า และสานุศิษย์แห่งหอคอยงาช้างไม่เข้าใจภาพตรงหน้าแม้แต่น้อย แต่ปากก็ยังด่าทออยู่นั่น มือชี้โบ๊เบ๊ไปยังป้ายโฆษณาที่มีหน้าศิลปินของหอคอยอื่น ๆ สานุศิษย์บางคนกระซิบถามว่า ใคร ๆ ศิลปินเหมือนพวกเราหรือไม่ บางคนก็บอกว่า อยากไปจัง ดูน่าสนใจ บางคนก็เอาแต่ด่า อะไรกัน มันเป็นศิลปะตรงไหน ดูรูปทรงหอคอยสิ เขากวางเนี่ยนะ ไร้ซึ่งความงาม ต่างคนก็ต่างพูดกันไปต่าง ๆ นานา

ทว่าหลังจากตะโกน ด่าทอ ตั้งคำถาม หาคำตอบ จนคอแหบแห้งเป็นผงแล้ว เหล่าผู้เฒ่าผู้รู้ศิลปะชั้นสูงแห่งหอคอยงาช้าง ก็ประกาศก้องให้อพยพสานุศิษย์ ญาติโยม และผู้เสพศิลปะชั้นสูงแห่งหอคอยงาช้างทั้งหมด เคลื่อนย้ายหอคอยงาช้างลงสู่ใต้ดิน ก่อนพระอาทิตย์ตก

ด้วยพลังร่วมมือกัน ไม่นานหอคอยงาช้างก็จมลงสู่พื้นดินอย่างรวดเร็ว และไม่โผล่มาให้หอคอยอื่น ๆ ได้เห็นอีกเลย

ตลอดกาลนานเทอญ

 

 

 

หมายเหตุ หลังจากเหตุการณ์ "จม" ลงสู่ดินของหอคอยงาช้าง ก็มีผู้ออกมาเปิดเผยว่าเคยอาศัยอยู่ในหอคอยงาช้างมาก่อน แต่ได้หนีออกมาในขณะที่ทุกคนกำลังเคลื่อนย้ายหอคอยงาช้างลงสู่ดิน รวมแล้วมีผู้ที่หนีออกมาได้มากกว่า X,XXX คน (ข้อมูลถูกปิดเป็นความลับ)

Comment

Comment:

Tweet

5555555 แสบมาก

#1 By 609 on 2010-11-21 02:31