Fiction

 
 
 
 
 
ตัวตนของฉันแตกเป็นผง และเลือนหายไปเมื่อนานมาแล้ว ที่ไหนสักแห่งหน แต่กลับมาประกอบร่างใหม่เมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นรูปทรงที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก ฟังดูอาจจะเป็นแค่จินตนาการ ลม ๆ แล้ง ๆ หรือฝันกลางวันของคนบ้าข้างถนน ถ้าคุณจะคิดเช่นนั้นก็ไม่แปลก เพราะฉันเองก็ไม่มั่นใจนักหรอกว่ามันคือความฝัน/ความจริงกันแน่ หลาย ๆ ครั้งฉันคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ความคิดเพ้อเจ้อของฉันที่แปรผันไปเอง? อารมณ์ของฉันไม่คงที่หรืออย่างไร? ฉันไม่ทราบ ก็อย่างที่บอกไป ฉันยังไม่แน่ใจนัก หรืออาจจะใช่ ที่อารมณ์นั้นมีส่วนต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดอยู่ดี มันต้องมีอะไรสักอย่างที่จะวัด หรือชี้ชัดได้ดีกว่านี้ เพราะในทุกที่ขณะหายใจเข้าออก--ตอนนี้ฉันก็ยังรู้สึกถึงรูปร่างของฉันที่แปลกประหลาดไปจากของเดิมบ่อยครั้งขึ้นเรื่อย ๆ แทบจะในทุกวินาทีก็ว่าได้ แม้ฉันจะพยายามมองจากเงาสะท้อนในกระจกอย่างไรก็ไม่เจอเสียที แขน ขา มือ เท้า นิ้ว หัว หู จมูก ตา ปาก และส่วนอื่น ๆ ของร่างกายยังอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่ผิดเพี้ยน อะไร/ที่ไหน/ทำไมกันถึงรับรู้การเปลี่ยนแปลงนี้? สักอย่างที่ทำให้รู้สึกต่างไป แต่มองไม่เห็นได้ด้วยดวงตาของฉันเอง

อย่างในห้องนอนของฉันที่ขนาดเท่าเดิมทุกตารางนิ้ว ห้องนอนที่ฉันสามารถพักผ่อน และหลับนอนได้อย่างสบายใจมาตลอดหลายปี ทว่าในบางคืนฉันกลับรู้สึกอึดอัดแทบทนไม่ไหว เหมือนร่างกายของฉันกำลังบวมพองประหนึ่งลูกโป่งที่ถูกเป่าลมให้ใหญ่โตขึ้นอย่างพรวดพราด แขน ขา และแผ่นหลังเบียดชิดติดผนัง ทว่าในบางคืนฉันกลับรู้สึกว่าตัวหดลงเล็กจิ๋วกว่าเหรียญสลึง เมื่อพัดลมฟาดลมใส่ก็ราวกับจะพลัดตกลงไปยังซอกผาของผ้าห่มก็ไม่ปาน อย่าว่าแต่ในห้องนอนนั่นเลย เวลาอยู่ที่อื่น ๆ ไม่ว่าที่ใดก็ตาม ฉันมักจะรู้สึกว่าตัวฉันหด ขยาย บิด เบี้ยว แตก หล่น ไหล ลอย จม หนัก เบา สลับสับเปลี่ยนอย่างไร้ระเบียบเช่นนี้ วนเวียนไปมาแทบตลอดทั้งวัน

นี่ฉันบ้าไปเองจริง ๆ หรือฉันกลายเป็นรูปทรงอิสระอันหลุดพ้นไปจากกรอบความคิดเดิม ๆ ที่ยังไม่มีใครอธิบายได้?
 
ฉันขอถามคุณสักนิดเถิด เพราะฉันตัดสินใจ ตีความ และหาคำตอบในคำถามที่ว่านี่ไม่ได้จริง ๆ 
 
"คุณเห็นฉันเป็นรูปทรงอะไร?"
 
 
 
 
 

หน้าร้อน

posted on 17 Apr 2010 02:38 by fling-in in Fiction

หน้า

ร้อน

มากๆ

ผมกับความเหงา

posted on 27 Feb 2010 01:07 by fling-in in Fiction

 

ผมเสพสมกับความเหงาจนเราชอบพอกัน

 

กระทั่งวันหนึ่ง

 

ผมกับความเหงามีลูกแฝดด้วยกันสองคน

 

คนหนึ่งชื่อ น้ำตา

 

อีกคนหนึ่งชื่อ รอยยิ้ม

 

เวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นานนัก

 

ความเหงาก็จากผมไปแบบไม่มีวันกลับมา

 

ในวันที่คนรอบข้างแสดงความเสียใจไปกับการสูญเสียของผมกับลูก ๆ

 

ผมนั่งลงมองหน้าลูกทั้งสองคน

 

ในตอนนั้นเอง

 

 เป็นครั้งแรกที่ผม

 

 หัวเราะ

 

และร้องไห้

 

 

 

ไปพร้อมกัน
 

 

เช้านี้ดูแปลกกว่าทุกๆเช้า

ไม่ใช่เพราะห่าฝนที่กระหน่ำลงมา

แต่คงเป็นเพราะ

เจ้ากระปุกออมสินอันปังแมน

มันช่างดูร่าเริงเหลือเกิน

ทำไมน่ะหรือครับ

นั่นก็เพราะว่า

เมื่อผมกำลังจะถ่ายรูปหน้าตัวเองเก็บไว้เล่นๆ

เจ้าอันปังแมนก็กระโจนเข้ามาใส่กล้องน่ะสิครับ

ผมพยายามบอกมันว่า

"ออกไปเลยนะแก ฉันจะถ่ายรูปเดี่ยว"

แต่ดูเหมือนสิ่งที่ผมพูดจะไม่เข้าหูเจ้าอันปังแมนเท่าไหร่นัก

ก็มันไม่มีหูนี่นา

และด้วยเนื่องความอดทนอดกลั้นที่ผมมีอยู่น้อยนิด

ผมเลยจำต้องยอมถ่ายรูปคู่กับมัน

แต่ก็ไม่วายที่มันจะขอกระโดดโลดเต้นไปมาตลอดเวลา

แต่ผมก็นึกสงสารมันไม่น้อย

เจ้าอันปังแมนที่น่าสงสาร

เสียงเหรียญในหัวของมัน

ไม่มีเลย

แม่แต่บาทเดียว

 

 

つづく

ตอนแรกผมได้ยินข่าวจากเพื่อนสนิทว่ามีร้านเด็กบดอร่อยๆ อยู่ร้านหนึ่ง ทีแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก คิดว่าเพื่อนคงอำเล่น แต่พอมาได้เห็นภาพกับตาตัวเอง ผมถึงกับมือสั่นจนต้องหยิบกล้องขึ้นมาชักภาพ ตรงหน้าคือร้านขายปลาหมึกบด และเด็กบด โอ้ว พระเจ้า ผมเคยกินปลาหมึกบด แต่ไม่เคยกินเด็กบดมาก่อนเลย เพื่อนผมบอกว่าให้ลองชิมสักหน่อย ไหนๆก็มาถึงที่แล้ว ผมอิดออดอยู่นานจนอ่อนกับคำรบเร้าของเพื่อน ผมเลยลองสั่งแขนเด็กบด คนขายพยักหน้ารับ เขาหันมาหาผมพร้อมเอ่ยเบาๆก่อนจะใส่แขนเด็กลงไปในที่บด "น้องอย่าเพิ่งถ่ายรูปตอนพี่บดแขนเจ้าหนูนี่นะ เดี๋ยวพี่โดดนจับ" ผมเก็บกล้องใส่กระเป๋า จับตามองภาพตรงหน้าอย่างตั้งใจ มือผมเต็มไปด้วยเหงื่อ เสียงรอบๆกายราวกับถูกดูดหายไปที่ไหนสักแห่งไกลโพ้น

คนขายถอนหายใจหนึ่งครั้งเบาๆ เขาจ่อมือของเด็กน้อยไว้ระหว่างลูกกลิ้งที่ใช้บดปลาหมึก ทันใดนั้น เสียงกระดูกอ่อนถูกบดลอยเข้ามาทำลายความเงียบจนสิ้นไป เด็กน้อยกรีดร้องดังสนั่น คนแถวๆนั้นหันมามองปราดเดียวก็หันกลับไป มันคงเป็นภาพชินตาสำหรับคนแถวนี้ แต่สำหรับผมภาพตรงหน้าคือนิ้วมือเล็กๆ ค่อยๆเคลื่อนเข้าไปในที่บดปลาหมึก มันทำให้ผมถึงกับยืนอ้าปากค้าง ร่างกายไม่ไหวติง ผมทำอะไรไม่ถูก แม้คิดจะหลับตาแต่ภาพตรงหน้าช่างดูน่าพิศวง ราวกับภาพในหนังสยองขวัญสักเรื่องที่ผมเคยดู ลูกกลิ้งถูกหมุนไปมาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพทุกอย่างช้าลงประหนึ่งภาพสโลโมชั่นในหนัง นิ้ว มือ ข้อมือ ปลายแขนทั้งหมด ศอก ต้นแขน จนถึงหัวไหล่ ทีละส่วนๆค่อยถูกทยอยเข้าเครื่องบด เลือดสีแดงเจิ่งนองไปทั่วร้าน ในขณะเดียวกันเสียงกรีดร้องค่อยๆเงียบลงจนหายไปในความมืดของเวลากลางคืน คนขายปาดเหงื่อบนหน้าผากหนึ่งครั้ง เขาหยิบชิ้นเนื้อเละๆทีละชิ้นใส่กล่องโฟม น้ำจิ้มถูกเตรียมไว้ก่อนแล้วในถ้วยพลาสติกสี่ชมพูใบเล็ก จากนั้นจึงจัดของทั้งหมดลงในกล่องโฟมเดียวกัน และยื่นให้ผมอย่างรวดเร็ว ผมรับมาทั้งๆที่มือยังสั่นอยู่ ในใจยังคงคิดถึงหนังสยองขวัญ ผมกลั่นใจหยิบชิ้นเนื้อเล็กๆที่น่าจะเป็นส่วนหลังมือขึ้นมา โยนมันใส่ปากในทันที

ง่ำ

ง่ำ

ง่ำ

คำแล้ว

คำเล่า

ไม่นานในกล่องโฟมก็ว่างเปล่าเหลือแต่คราบเลือดนิดหน่อย ผมดูดนิ้วอย่างพึงพอใจ "อร่อยอย่างที่เขาว่าจริงๆ" ผมหันไปบอกคนขาย เขายิ้มรับด้วยท่าทีสุภาพก่อนจะเอ่ยปาก "จะรับส่วนไหนเพิ่มอีกไหมครับ"

ผมยิ้มให้เขาเบาๆ พร้อมพยักหน้าช้าๆ ราวกับภาพสโลโมชั่น

พื้นที่สีเทาของผม

posted on 23 Jan 2010 00:06 by fling-in in Fiction

        ในขณะที่ผมมองออกไปนอกหน้าต่าง ผมรับรู้ได้ถึงความสวยงามภายนอกนั่น เพียงแค่ก้าวออกไปจากห้องสีเทานี้ น้ำตาของผมคงหยุดไหล

        เกือบทุกครั้งในยามที่ผมหลับตา มันราวกับว่าผมได้ยินเสียงใครคนหนึ่ง อาจจะเป็นเสียงของเพื่อนสักคนที่ผมรู้จัก ผมไม่แน่ใจนัก มันอาจเป็นเสียงในหัวของผมเองด้วยซ้ำไป เสียงนั้นลอยมาจากที่อันไกลโพ้นราวกับไม่มีอยู่จริง เชื้อเชิญให้ผมออกไปจากความเศร้านี้ แต่ผมมักจะเอานิ้วอุดหูทุกๆครั้งที่ได้ยิน หรือไม่ก็ตะโกนออกมาดังๆเพื่อกลบเสียงบ้าๆนั่น ผมไม่อยากฟังว่าภายนอกห้องนั้นดีเพียงใด ไม่อยากฟังแม้เสียงลมที่พัดเข้ามาจากฟ้าสีครามสดใส ผมมักจะนั่งกอดเข่าร้องไห้อยู่เสมอในยามตื่น หรือไม่ก็นอนร้องไห้บนพื้นปูนสีเทาเบาๆ จนในบางครั้งผมรู้สึกเหมือนตัวผมกลายเป็นสีเทาไปแล้ว

        หากใครสักคนที่ผมรู้จักมาเห็นผมในสภาพนี้คงทนไม่ได้ เขาหรือเธอคนนั้นคงปลอบใจผมยกใหญ่ หรือไม่ก็คงพยายามพาผมออกไปจากห้องนี้เป็นแน่ แต่ก็นั่นแหละ ในคราวที่เขาหรือเธอเผลอ ผมคงเดินกลับมานั่งเงียบๆในพื้นที่สีเทาเศร้าๆอีกเหมือนเดิม

        คงไม่นานนักหรอก ผมคงทำใจเดินออกไปจากห้องนี้ได้เอง ไม่ต้องเป็นห่วงผมขนาดนั้น อย่างน้อยผมก็ยังยิ้มได้ แม้มันจะเป็นยิ้มที่ท่วมไปด้วยน้ำตา

        แต่อย่างน้อยผมก็ยิ้มได้ มันก็ดีแล้วนี่

        ใช่ไหม?

        ความสว่างของห้องทำให้ผมตื่น ผมหันมองไปรอบตัวอยู่นาน พบว่าตัวเองอยู่ในห้องสีขาวไม่คุ้นตา แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก ราวกับรู้ดีว่าเรื่องราวแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นกับผมสักวัน ผมพยายามสะบัดความง่วงทิ้งไป ลุกขึ้นเดินสำรวจห้องที่เงียบยิ่งกว่าความเงียบใดๆ จากการวิเคราะห์ขั้นต้นด้วยสายตา ยืนยันได้ว่าผมเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในห้อง ถ้าความรู้สึกของผมไม่ผิดไปนัก ในห้องโล่งๆนี้ไม่มีแม้แต่ไรฝุ่น หรือแมลงตัวจิ๋ว ผมหย่อนก้นลงนั่ง ถอนหายใจก้อนใหญ่ออกจากอก นี่ไม่ใช่โลกหลังความตาย ผมบอกตัวเอง อย่างน้อยผมก็สัมผัสได้ถึงความเย็นของพื้นที่นั่งอยู่ ผมนึกขึ้นได้ ลองทำแบบในหนังฮอลลีวูดที่เคยดู ผมหยิกแก้มตัวเองเบาๆ และผลก็คือความเจ็บปวดเล็กๆที่แก้ม ใช่ อย่างน้อยผมก็ไม่ได้ฝันไป หรือจริงๆแล้วโลกหลังความตาย หรือโลกในความฝันล้วนแต่รับรู้ได้ถึงความรู้สึกผ่านร่างกายกันแน่ เอาเถิด ช่างมัน ผมไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้นตอนนี้ ผมถอนหายใจยาวกว่าเก่า ก้มมองตัวเอง สำรวจร่างกายว่ามีอะไรบุบสลายหรือไม่ นั่นเองทำให้ผมร้องลั่น ความเงียบหายไปชั่วขณะ ผมตั้งสติก้มมองมันอีกครั้ง ภาพที่เห็นคือช่องสี่เหลี่ยมที่หน้าอกซ้าย ราวกับชิ้นเนื้อบริเวณนั้นถูกถอดออกไปอย่างง่ายๆ แทบไม่ต้องใช้ตรรกะใดๆผมก็พอจะรู้ว่าบริเวณนั้นคือหัวใจ ใช่แล้ว มันถูกถอดไป แต่ผมยังไม่ตาย ผมล้มตัวลงนอน หลับตา ภาพความทรงจำของตัวเองหลอนผมจนหลับไป

         เสียงวัตถุบางอย่างตกลงกระทบพื้น ผมสะดุ้งตื่น กระถดตัวเข้าผนังทันที ตาจ้องมองไปเบื้องหน้า มองเห็นวัตถุรูปทรงเลขาคณิตมากมายก่ายกองอยู่บนพื้น ผมชะโงกตัวเข้าไปมองมันให้ชัดขึ้น ใช่แล้ว มันคือชิ้นเนื้อที่ถูกถอดออกมาจากหน้าอก ผมก้มลงมองช่องสี่เหลี่ยมที่หน้าอกอีกครั้ง ผมนึกในใจ ชิ้นส่วนของผมต้องอยู่แถวๆนี้แน่นอน ที่ไหนสักแห่ง ผมค่อยๆหยิบมันขึ้นมาทีละชิ้นๆ ชิ้นแล้วชิ้นเล่า แต่สุดท้ายก็ไม่พบชิ้นที่ประกบกับช่องว่างที่หน้าอกของผมได้เลย ผมถอดใจ นั่งถือรูปทรงสามเหลี่ยมปีระมิดไว้ในมือ จ้องมองมันอยู่เป็นนาน หรือผมควรลองใส่มันลงไปก่อน อย่างน้อยก็ดีกว่านั่งอยู่เฉยๆอย่างนี้ ผมกดปีระมิดเข้าไปในเบ้าสี่เหลี่ยมที่หน้าอก ผมกรี๊ดร้องแทบจะในทันที ปลายแหลมของสามเหลี่ยมทิ่มลงไปจนผมรู้สึกเจ็บ เป็นความเจ็บที่เกินกว่าจะบรรยาย ผมขว้างมันออกไป กรี๊ดร้องดังขึ้นและดังขึ้น ผมหงายหลังและร้องไห้แบบที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่แล้วไม่นานนักความเงียบก็ห่มคลุมทุกอย่างในห้องไว้อีกครา ผมนอนมองเพดานว่างเปล่า ในหัวคิดหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมดนี้

        ความเงียบสนิททำให้ผมหูอื้อ เวลาในห้องนี้ผ่านไปนานเท่าไร ผมเริ่มไม่แน่ใจ อาจจะเป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี หรือจริงๆแล้วมันเป็นเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที ผมตอบไม่ได้

         ในที่สุดภาพความทรงจำหนึ่งชัดขึ้นในขณะที่ผมนั่งอยู่มุมสุดของห้อง ใช่แล้ว มันทำให้ผมแทบหยุดหายใจ แม้แต่ความเงียบก็สิ้นสลายไป เหลือไว้แต่ความว่างเปล่าที่สมบูรณ์ที่สุด กับข้อเท็จจริงที่ผมหนีไม่พ้น

         ผมยิ้มรับทั้งน้ำตาที่อาบทั้งสองแก้มกับเหตุการณ์ที่ทำให้หน้าอกซ้ายของผมเป็นแบบนี้

         รูปทรงสี่เหลี่ยมที่หน้าอกซ้าย

         ผมเป็นคนถอดมันออกด้วยมือของผมเอง

         เมื่อนานมาแล้ว

ผ้าปิดตา

posted on 18 Jan 2010 17:31 by fling-in in Fiction

         เมื่อคืนผมนอนไม่หลับ คงเป็นเพราะในหัวมีแต่เรื่องให้คิดมากเกินไป ผมพลิกตัวไปมาราวชั่วโมง พยายามข่มใจเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหลับให้สนิทได้ ภาพฝันหลับๆตื่นๆยิ่งทำให้ผมประสาทเสีย ผมค่อยๆนึกถึงวิธีการทำให้หลับต่างๆนานา เริ่มด้วยการนับแกะ ถ้าจำไม่ผิด เมื่อคืนผมนับได้ประมาณสี่ร้อยกว่าตัว เมื่อคิดว่ามีแกะอยู่ในหัวมากเกินไปแล้ว ผมจึงเปลี่ยนวิธี ลองทำตัวให้เหนื่อยดู ผมลุกจากเตียงไปวิ่งวนรอบห้องนอนสิบห้านาที เสร็จแล้วจึงกระโดดขึ้นเตียงปิดเปลือกตาในทันที แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ยิ่งทำให้ตัวเหนอะหนะ สร้างความรำคาญแก่การนอนมากกว่าเก่า ผมเปลี่ยนวิธี ลุกไปเปิดเพลงบรรเลงช้าๆของ Bach วิธีนี้ถือว่าดีที่สุด ผมเกือบหลับสนิท แต่แล้วผมก็ต้องตื่นด้วยแสงแดดยามเช้าที่แยงตา ผมมองไปที่นาฬิกา โอ้ให้ตายเถอะโรบิน นี่มันเจ็ดโมงกว่าแล้ว ผมกัดฟันด้วยความโมโห หลับหูหลับตาหยิบอะไรก็ได้บริเวณนั้นมาปิดเปลือกตา ผมข่มสติรอบสุดท้าย และหลับลึกจนถึงบ่ายโมง

        ผมหยิบค้อนขึ้นมาช้าๆ เล็งปลายค้อนไปที่หัวใจ ผมทุบมันสุดแรง ร่างของผมกระตุกราวกับถูกฟ้าผ่า ผมล้มพับลงไปบนพื้น โอดครวญไม่เป็นภาษา ความเจ็บปวดเกินจะบรรยาย ผมยันตัวขึ้นยืนอีกครั้ง มองหาค้อนที่ทำตกไว้ หยิบมันขึ้นมา เล็งไปที่เดิม และทุบมันเท่าทีแรงจะเหลืออีกสองสามที ผมกรี๊ดร้องดังกว่าเก่า คราวนี้ผมพอทนแรงเจ็บได้ หรือร่างกายมันเริ่มจะอดทนได้แล้ว ผมย่อตัวลงนั่ง สูดหายใจเข้าเต็มปอดจนตัวสั่น ผมลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และทุบค้อนลงไปที่เดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

        เวลาผ่านไปทำไรผมจำไม่ได้ ผมจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าฟาดค้อนลงไปที่อกกี่ครั้ง ผมหยุดนิ่ง และยืนสงบอารมณ์อยู่สักพักก่อนจะเดินไปที่กระจกเงา ผมจ้องมองภาพสะท้อนด้วยความพิศวง ราวกับภาพตรงหน้าคือผลงานศิลปะชิ้นโบว์แดง ที่หน้าอกของผมเป็นรอยบุบรูปค้อนพอดี

        ผมพยายามยิ้ม แต่ไม่สำเร็จ ผมพยายามพูด แต่ก็ไม่เป็นภาษา สิ่งที่ผมสัมผัสได้คือความเจ็บปวดรวดร้าวแสนทรมานคล้ายร่างกายจะแตกเป็นชิ้นๆ แต่ในห้วงขณะเดียวกัน ตรงบริเวณที่ผมกระหน่ำค้อนลงไปนั้น กลับไม่รู้สึกถึงอะไรเลย ราวกับมันกลายเป็นพื้นที่ว่าง ด้วยความปีติยินดีบางอย่างทำให้ผมถึงกับหัวเราะด้วยเสียงที่บิดเบี้ยวอยู่นาน

        ผมตั้งสติ และตะโกนออกไปสุดเสียง "อั๋วอัยอ๋องอ๋มอ๋ายอัยแอ้ว!(หัวใจของผมหายไปแล้ว!)"