Politic

 

 

 

 

าษาไทยช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก โดยเฉพาะ "ภาษาไทยราชการ" ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองหลวง เพราะการใช้ภาษาไทยนี้ทำให้เราสามารถสร้างคำใหม่ได้อย่างหลากหลายไม่สิ้นสุด ทั้งยังสามารถเผยแพร่ และสื่อสารได้อย่างเข้าใจทั่วถึงกัน อย่างที่เขากล่าวไว้ว่า "ภาษาไม่มีวันตาย" ท่าจะเป็นความจริง โดยเฉพาะภาษาไทยราชการ หรือภาษาไทยกลางที่ดิ้นไปมาได้หลากหลายท่าทาง ทั้งสง่าผ่าเผย สวยงาม สมกับที่เป็นภาษาประจำสถาบันชาติไทย และดูจะเป็นภาษาที่มีอารยะที่สุดในโลก หรือไม่ก็ในจักรวาลก็ว่าได้ อาทิเช่น เราสามารถนำคำว่า "จริยธรรม" ไปแปะไว้ก่อนหน้าวลี คำ กลุ่มคำ หรือประโยคใด ๆ ก็ได้ตามต้องการ ซึ่งคำที่ตามหลังมานั้นจะดูดีขึ้นทันตาเห็น!(แม้ว่าคำนั้นจะมีมลทินดำมืดเท่าใดก็ตาม) นอกจากนั้นแล้วผู้ที่พูด เขียน หรือใช้การประสมคำประเภทนี้จะดูเป็นคนดี จิตใจงดงาม เข้าใจโลก ปล่อยวาง ไม่เลือกข้าง รู้ทันการเมือง และมักลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเสมอ ๆ เพราะเป็นผู้พ้นแล้วซึ่งสิ่งต่ำทั้งปวง ยกตัวอย่างการใช้ เช่น จริยธรรม+การเมือง เป็น "จริยธรรมทางการเมือง" หรือจริยธรรม+การศึกษา เป็น "จริยธรรมทางการศึกษา" หรือจริยธรรม+กฎหมาย เป็น "จริยธรรมทางกฎหมาย" หรือจริยธรรม+ความคิด เป็น "จริยธรรมทางความคิด" เป็นต้น

 

ารใช้ภาษาไทยแบบนี้นั้นสะท้อนให้เห็นถึงรากเหง้าความงดงามตระการตา และมะลังมะเลืองของสังคมไทย ที่เป็นสังคม "เมืองพุทธ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เราชาวไทยทุกคนต้องตระหนัก และท่องจำให้ขึ้นใจ (แม้จะเข้าใจผิวเผิน หรือไม่เข้าใจเลยก็ตาม ต้องทำเป็นว่าเข้าใจ) เราไม่ควรที่จะต่อสู้เรียกเพื่อความถูกต้อง เพื่อประชาธิปไตย หรือเพื่อสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ใด ๆ ก็ตาม ถ้าหากขัดต่อหลักการทาง "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เพราะจะเป็นการทำให้สังคมไทยอันงดงามต้องเกิดความระแคะระคาย และสั่นคลอน จนถึงขั้นโกลาหล และวุ่นวาย เช่น หากท่านต้องการที่จะเรียกร้องให้ทางจังหวัดปล่อยน้ำในช่วงวิกฤตเช่นนี้ เนื่องจากพวกท่านทนอยู่กับน้ำเน่าเหม็นมากว่าเดือนไม่ไหวแล้ว โดยที่น้ำที่ปล่อยออกไปจะไปท่วมบริเวณเขตกรุงเทพฯชั้นในส่วนหนึ่ง ชาวกรุงเทพฯผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีจริยธรรม(ทุกทาง)มากที่สุดในประเทศนี้ก็จะตอบกลับมาว่า "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางเศรษฐกิจ ไม่รู้หรือว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมไม่ได้ เพราะเป็นเมืองหลวงที่มีเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด" หรือไม่ก็ "ไอ้พวกไม่มีจริยธรรมทางคิด ปล่อยน้ำมาก็ท่วมกันหมดนั้นแหละ ของพวกแกก็ไม่หายท่วมหรอก" หรืออาจจะเป็น "คุณที่อยู่ปริมณฑลไม่มีจริยธรรมเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ผมมีนะ เพราะผมดูแลแค่กรุงเทพฯอย่างเดียว" หรือไม่ก็ "พูดมาได้ไม่มีจริยธรรมทางประชาธิปไตยเสียเลย คนกรุงเทพก็มีสิทธิมีเสียงเหมือนกันนะ!" ซึ่งสุดท้ายเหล่าท่าน ๆ ผู้เรียกร้องคงได้ถูกด่าเช็ดให้ไปนั่งสมาธิฟังพระ ว. เทศนาเป็นแน่แท้ 

 

ห็นได้ชัดว่าเป็นการ "เรียกร้อง" ต่อ "สิทธิ" ที่ตัวเองพึงมีเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้นกว่าเก่า ทั้งยังไม่ช่วยแก้ปัญหาใด ๆ ได้ ยังเป็นการซ้ำเดิมให้เกิดปัญหามากกว่าเดิม ช่างไม่มีจริยธรรมในการเรียกร้องเอาเสียเลย

 

สิ่งที่ท่านพึงกระทำ และจำเป็นต้องกระทำให้ดีที่สุดก็คือ การหัดท่องจำคำว่า "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" เอาไว้ให้ขึ้นใจ หากยังอยากคิดจะขัดขืน หรือแข็งข้อต่อหลักการใช้ภาษา และความคิดแบบ "เมืองพุทธ" ในประเทศแห่งนี้ ก็ขอให้จงยอมจำนนเสียเถิด เพราะสิ่งเหล่านี้เอง (จริยธรรม+อะไรสักอย่าง) จะทำให้ชาติบ้านเมืองพัฒนา และก้าวผ่านวิกฤตไปได้ เชื่อสิ มิใช่การแหกปากเรียกร้องอะไร ๆ เป็นแน่แท้ (ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ พ.ศ.2475 จนถึงปัจจุบันเป็นบทเรียน) นอกไปเสียจากว่าเราจะเรียกร้องอย่างมี "จริยธรรม" นำหน้า 

 

 

ป.ล.แต่ถ้าหากคุณ ๆ ท่าน ๆ ท่องจำ และฝึกฝนการใช้ "จริยธรรม+อะไรสักอย่าง" ได้ขึ้นใจแล้ว ลองหาคำที่ดูมีความหมายไปในทางดีเช่นเดียวกับคำว่า "จริยธรรม" มาใช้แทนกัน เช่น ศีลธรรม (ศีลธรรมทางกฏหมาย-ทนายฝ่ายจำเลยไม่มีศีลธรรมทางกฏหมายเสียเลย), ตรัสรู้ (ตรัสรู้ทางการศึกษา-นักศึกษาสมัยนี้ไม่เห็นจะมีใครตรัสรู้ทางการศึกษาเล้ย) หรือ นิพพาน (นิพพานทางการเมือง-นี่คุณยังไม่นิพพานทางการเมืองอีกหรือ) เป็นต้น

 

 

 

 

..ที่ผ่านมาในทุก ๆ วันเลือกตั้ง ผมมักจรดปากกาลงบนบัตรเลือกตั้ง และกากบาทอย่างหนักแน่นลงในช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน เพราะผมไม่เคยเห็นด้วยกับนโยบายของพรรคการเมืองไหนเลย และไม่คิดว่าการให้เสียงไปกับพวกเขาเหล่านั้นจะเป็นการดีเท่าที่ควร แต่พอมาวันนี้ผมคงกากบาทอย่างหนักแน่นในช่องที่ว่านั้นไม่ได้เสียแล้ว เพราะมีกลุ่มการเมืองหนึ่งแอบอ้างคะแนนที่ 'ไม่ประสงค์ลงคะแนน' ไปเป็นเสียงสนับสนุนของฝ่ายตนเองอย่างไม่ชอบธรรม แม้ผมจะอยากใช้สิทธิในช่องที่ว่าเท่าใด ก็มิได้มีความเห็นใด ๆ ตรงกับกลุ่มการเมืองที่จะแอบอ้างสิทธิเสียงดังกล่าว จนทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ของผม(และเชิื่อว่าอีกหลาย ๆ คน)กำลังถึงทางตัน เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่จะถูกทำให้ 'สิทธิ' ของเรากลายเป็นเครื่องมืออันชอบธรรมในการสถาปนาตนของเหล่านักการเมืองทั้งใน และนอกระบบ
 
หลังจากครุ่นคิดหาทางออกอยู่นานทำให้ผมสรุปได้ว่า ในการเลือกตั้งที่กำลังค่อย ๆ เดินทางมาถึงในเร็ววันนี้ ผมคงต้องจงใจทำบัตรเสียอย่างไม่มีทางออก เพราะมันเป็นทางเลือกสุดท้ายที่ผมมีจริง ๆ
 
ในครั้งอดีตของประวัติศาสตร์การเมืองไทย 'การกาบัตรเสีย' ถือเป็นเรื่องน่าอายของคนโบราณ และคนชนบท ด้วยความที่รู้เท่าไม่ถึงการ และไม่มีความรู้ในการเลือกตั้ง
 
แต่ในสำหรับตัวผมเองตอนนี้ 'การกาบัตรเสีย' ที่ผมอยากทำ(และจะทำแน่นอน) ถึงแม้จะเป็นการย้อนกลับไปโง่อย่างคนในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งยุคเก่า แต่ก็ถือว่าเป็นการยอมโง่อย่างฉลาด
 
จะยอมโง่เพราะไม่อยากให้พวกโง่เหมารวมไปเป็นพวกเดียวกับมัน
 
ป.ล.เพราะแรงบันดาลใจจากความอยากไปใช้สิทธิในวันที่ 3 ก.ค. 2554 แต่ไม่มีช่องที่จะกาได้อย่างสบายใจ