ผมผละโทรศัพท์มือถือออกจากหูขวา ขว้างลงพื้น กรอบ และแบตเตอร์รี่ กระโจนกระจายไปคนละทิศละทาง หูอื้อ ตาพร่า ความโกรธฉุดผมนั่งลงบนเก้าอี้ เหี้ย เป็นอย่างนี้อีกแล้วเหรอวะ ผมสบถก่องในหัว คล้ายเสียงในห้องสี่เหลี่ยมไร้ทางออก ไร้แสงสว่าง ซ้ำซากสิ้นดี
ผมกำมือแน่น กระแทกมันครั้งแล้วครั้งเล่าบนโต๊ะ สรรพเสียงของการกระทำเหมือนถูกเก็บกลืนหายไปในอากาศ และแน่นอน ความเจ็บปวดเช่นกัน มันเลือนลางจนผมยากจะรับรู้ แต่มีเพียงคำพูดของเธอกระเสือกแทรกตัวไปมาในรูหูของผม ยากที่จะลากมันออกมา และโยนทิ้งให้หายไปง่ายๆ
อารมณ์หลากหลายกำลังกัดกินผมผ่านความเงียบในห้อง ห้วงความคิดกึกกังวาล ตรงหน้าเห็นภาพถ่ายของเราสองคนในกรอบสี่เหลี่ยมบนโต๊ะ ในภาพเราจับมือกันแน่น หน้าของเธอและผมปาดด้วยยิ้ม รอยยิ้มนั้นเองคล้ายตุ๊ยผมเขาที่ท้องอย่างจัง ผมหยิบกรอบรูปมาไว้ในอ้อมอก ก่อนจะเขวี้ยงใส่มุมห้อง เสียงกระจกล่วงกรูลงพื้น จากนั้นเงียบงัน มองเศษกระจกปริแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนอนเกลื่อนกลาดบนพื้น ผมลุกไปหยิบภาพถ่าย ปัดเศษผลึกแก้วเล็กๆออกจากภาพนั้น ก่อนจะฉีกมันเป็นสองส่วน ขยำ และทิ้งลงพื้น ผมทำเช่นเดียวกันนั้นกับรูปในกระเป๋าสตางค์ เดินออกจากห้อง ผมเข้าห้องน้ำล้างหน้าพักใหญ่
น้ำหยดจากปลายผม และคาง มือทั้งสองเกาะขอบอ่างไว้แน่น ผมจรดสายตากับภาพสะท้อนในกระจก เธอทิ้งผมไปแล้ว ไม่สิ ทิ้งผมไปอีกแล้ว ผมบิดก๊อกเอาน้ำลูบหน้าอีกครั้ง น้ำไหลวนเอื่ยเฉื่อยลงท่อ ผมผละตัวจากอ่าง เดินกลับไปที่ห้อง ประกอบโทรศัพท์มือถือเข้ารูป กดโทรออกหาเธอ เสียงสัญญาณบอกว่าสายไม่ว่าง ผมนั่งลงมุมห้องวางโทรศัพท์ไว้ข้างตัว หยิบเศษกระจกแผ่นใหญ่สุด เลือกด้านแหลมกดลึกลงข้อมือซ้าย และดึกออก เลือดสีแดงสดพากันทะเล็ดทะลักออกมา
ข้อมือซ้ายชาด้านกับความรู้สึก เสียงของเธอในหัว และความโกรธเหือดไปจากอารมณ์ คงไหลหลั่งออกไปพร้อมกับเลือดบนพื้น ผมนั่งเหม่อมองหน้าต่าง คล้ายรูปวาดสีดำหม่นในกรอบขาว ความมืดชวนเชิญผมหล่นหายไปในหลุมของเงา แม้จะพยายามตะเกียดตะกายสักกี่ครั้ง ก็ยิ่งเหมือนถลำตัวลงลึกมากกว่าเดิม จมลงสู่โคลนดูดสีดำ เหนียวเหนอะ ผมเหนื่อยเกินกว่าจะพยายาม เลือดสีแดงฉานแผ่วงกว้างขึ้น และกว้างขึ้น
เสียงเพลงเรียกเข้าดังจากโทรศัพท์มือถือ เธอโทรมา ผมกดรับ และสนทนากับความเงียบแต่เพียงผู้เดียว

