fiction


"คุณกลัวตายไหม" เขาถามผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
พัดลมเหนือหัวเราทั้งสองหมุนตัวเองช้าๆลมอืดอาดทำให้ห้องดูมีชีวิตชีวาขึ้นเพียงเล็กน้อย ผมนั่งนิ่งคิดใครกันเล่าที่จะไม่กลัวความตาย
"ผมว่าคุณกลัว" เขาพูด
"ถูกต้องเป็นที่สุด ผมกลัวตาย" ผมตอบ กลืนน้ำลายหนึ่งอึกพร้อมข่มความกลัวลงในลำคอ "หรือคุณไม่กลัว" ผมย้อนถาม
เขาก้มหน้านิ่งไปอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าส่ายหัวช้าๆเขาตอบผมด้วยน้ำเสียงราบเรียบกว่าเดิม "คนส่วนใหญ่ที่ผมเคยถามมักเลือกคำตอบเดียวกับคุณ และไม่ต้องสงสัยผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นเดียวกัน แต่ผมคิดว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่เรากลัวกันลึกๆแล้วนั้น ไม่ใช่เพียงความตายเฉยๆดอกแต่เป็นสิ่งที่พ่วงมากับมันเสียมากกว่า เช่นเดียวกับของแถมในถุงขนมขบเคี้ยวหลอกเด็กอย่างไรอย่างนั้น คืออะไร คุณลองทายดูสิ"
"เอ่อ" ผมขมวดคิ้วเป็นปม "มืดไปทั้งแปดด้าน"
"ความเจ็บปวดก่อนตายน่ะซี" ชายชราเงยหน้ามองพัดลมเอื่อยเฉื่อยบนเพดานมันหมุนปาดปัดลมบางๆลงสู่หัวเราทั้งสองคน เขาหันกลับมามองหน้าผม"คุณว่าอย่างนั้นไหม"
"ความเจ็บปวดหรือ" ผมทวนคำพูดของชายชราพร้อมขมวดคิ้วเป็นปมอีกมัด "ถ้างั้นคุณจะให้ผมคิดว่าถ้าความตายไม่เจ็บปวดก็คงไม่มีใครกลัวตาย ผมว่าอย่างนั้นถูกไหม"
"ไม่เห็นเป็นอื่นแต่อย่างไรก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องตายอย่างเจ็บปวดไปเสียหมดบางคนอาจจะได้สิ้นใจอย่างสงบเงียบเคียงข้างคู่รักบนเตียงนอนขณะร่วมรักก็เป็นได้ ทว่าหากเปรียบชีวิตของมนุษย์ ก็เหมือนเดินอยู่ในโพรงถ้ำทอดยาวแสนไกลยิ่งใช้เวลาเดินเข้าไปมากเท่าไร ก็ยิ่งลึกและมืดมิดยากจะมองเห็นจุดหมายปลายทาง ใครจะรู้ คนที่มีอุปกรณ์ดำรงชีพเพรียบพร้อมอาจจะเจอทางตันเมื่อใดก็ได้" ชายชราหยุดไอแห้งๆ ก่อนจะพูดต่อ"อย่างผมก็ไม่เคยคิดเลยว่าจะมาจบชีวิตแบบนี้ แปลกดีเหมือนกันนึกว่าตัวเองจะต้องตายเพราะมะเร็งเสียอีก"เขายิ้มจางๆจนเกือบมองไม่เห็นถ้าไม่สังเกต
ผมลุกขึ้นจากมานั่ง เดินไปหาเขา "คุณพร้อมแล้วหรือยัง"
"ก็ไม่เชิง" เขาหันไปมองหน้าต่าง "ขอสูดอากาศบริสุทธิ์อีกครั้งได้ใหม่ แค่อึดใจเดียวเท่านั้น"
ผมเดินไปเปิดหน้าต่าง แรงลมแรกพัดละเลียดปลายจมูกจนสุดท้ายผมผมเดินกลับมานั่งบนม้านั่ง "พร้อมเมื่อไรก็บอกผม ยังไงเราก็มีเวลาทั้งวัน"
ชราพยักหน้ารับขณะตายังจับจ้องไปนอกหน้าต่าง "ผมขออีกอย่างได้ไหม" เขาพูด
"ว่ามา"
"ช่วยทำให้มันไม่เจ็บทีเถิด" เขายังมองออกไปนอกหน้าต่าง
"เสียใจ คงให้อย่างที่คุณหวังไม่ได้"
เขายิ้มเศร้าๆประกอบคำพูด "ชีวิตไม่ได้สวยหรูเสมอไปสินะ"
"มันไม่มีคำว่าสวยหรูเลยต่างหาก" ผมพูด "ผมไม่เคยประสบพบเจอ อยากรู้จักเหมือนกัน ไอ้ชีวิตสวยหรูมันเป็นอย่างไร"
เขายังคงมองออกไปนอกหน้าต่าง บ่นคำพูดงึมงำในคอ ผมจับใจความไม่ได้ แต่คิดว่า ชายชราคงกำลังปล่อยลมพัดพาความคิดฟุ่งซ่าน
เราทั้งสองคนเงียบไปพักใหญ่ รู้สึกสบายตัวจนผมเผลอหลับไปนาฬิกาข้อมือส่งเสียงสัญญาณบอกเวลาบ่ายสามตรง ผมสะดุ้งตื่นหันไปตรวจชายชรา โชคดีที่เขาก็หลับไปเช่นกันในท่าที่ถูกมัดมือและเท้าติดกับเก้าอี้อย่างนั้นคงหลับได้ไม่สบายตัวเป็นที่สุด ผมคิด ลุกจากม้านั่งอีกครั้งผมเดินไปที่หน้าต่าง จุดบุหรี่สูบ ตะล่อมรสควันจนหมดมวนผมดีดก้นกรองออกนอกหน้าต่างจากชั้นห้าเดินกลับมานั่งประกอบเครื่องเก็บเสียงกับปลายกระบอกปืนเขายังหลับอยู่จากที่เห็น ผมใส่แม็กกาซีน ปลดล็อค สับไก เล็งที่ขมับเขาอาจกำลังฝันดีกระมัง งั้นผมคงเป็นฝันร้ายสำหรับเขาก็ไม่ปาน ผมคิดก่อนจะเหนี่ยวไกสองครั้ง กระสุนพุ่งไปทะลวงกระโหลกของเขาสองตำแหน่งใกล้กันเงียบ ไร้ซุ่มเสียง
ผมถอนหายใจก้อนใหญ่หลังจากเสร็จงานเอนพิงหลังนั่งนิ่งมองพัดลมเอื่อยเฉื่อยมันปล่อยให้ลมนอกหน้าต่างพัดเข้ามาแย่งหน้าที่ของมันอยู่อย่างนั้นกลิ่นเลือดโชยไปมาคุ้นจมูก
ผมหันไปมองชายชรา เห็นเลือดไหลเป็นทางจากศีรษะจรดปลายคางของเขา โดยไม่ต้องเดินไปจับชีพจรแต่อย่างใด ผมรู้ได้ทันทีว่าเขาตายแล้ว
แม้ผมจะหยุดลมหายใจของชายชรายามหลับใหลแต่ด้วยวิธีการตายก็ถือว่าเจ็บปวดทรมานพอดู อย่างเช่นที่เขาบอกความตายคงน่ากลัวอย่างนี้กระมัง แต่ผมชักเริ่มชินชากับมันแล้วนี่เป็นครั้งที่เท่าไร ผมจำไม่ได้เหมือนความรู้สึกรับผิดชอบต่อการกระทำตรงหน้าชักจะเลอะเทอะและเลือนลางลงทีล่ะน้อย
ผมควักบุหรี่ขึ้นมาคาบไว้ด้วยริมฝีปากถอดเก็บอุปกรณ์เลี้ยงชีพใส่กระเป๋าเป็นระเบียบสำหรับผมเวลานี้ความตายตรงหน้าของชายชราก็ไม่ต่างจากการจิบกาแฟยามบ่ายเท่านั้นและความเจ็บปวดก่อนตายที่ชายชราประสบอาจจะเป็นเพียงแค่รสขมของกาแฟแรกลิ้นสัมผัสก่อนกลืนลงท้อง
เหยาะน้ำตาลสักช้อนสองช้อน ความเจ็บปวดก่อนตายอาจหอมหวานจนควงแขนความขมให้ชวนดื่มก็เป็นได้
"คุณคิดอย่างนั้นไหม" ผมหันไปถามชายชรา ก่อนลุกขึ้นไปปิดหน้าต่างสายลมจากภาพนอกเฮือกสุดท้ายลูบอำลาใบหน้าของผม "คุณคงไม่กลัวตายแล้วสินะ"ผมถาม
เป็นปรกติที่ชายชราจะไม่ตอบ เพราะเขาตายสนิท
ส่วนผมยังไม่อยากคิดจะลิ้มรสความตายอย่างของชายชราในเร็ววันแน่นอน