fiction


๑.
ผมมาที่หอศิลป์นี้อีกครั้ง ยืนมองภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบตรงหน้าที่คุ้นเคยในกรอบสี่เหลี่ยมเส้นสีเรียบง่ายถูกตวัดอย่างหยาบๆเป็นรูปร่างของมนุษย์เพศหญิง ไร้ซึ่งอาภรณ์ใดๆ ปกคลุมส่วนลับร่างกายของเจ้าหล่อนถูกรองรับด้วยโซฟาสีแดงเลือดนกหล่อนทอดตัวเอนหลังกึ่งนั่งกึ่งนอน เส้นผมสีดำขลับขับใบหน้าให้โดดเด่นแม้หน้าเธอไม่ได้ถูกตกแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มแต่ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของหล่อนชวนให้ผ่อนคลาย ผมเพ่งมองตาคู่นั้นค้นหาห้วงอารมณ์ประหลาด แต่ไร้การตอบรับเหมือนเคยคล้ายหล่อนมองทะลุผ่านผมไปแสนไกล รอคอย ใครบางคน ผมไม่ทราบหล่อนเงียบไม่เคยเอ่ยคำใดๆ
แม้ตอนนี้ผมจะถูกล้อมรอบไปด้วยภาพเขียนอื่นๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน(อาจจะนับถ้วนหาก แต่ผมยังไม่ได้เริ่มนับอย่างจริงจัง)แต่ก็ไม่มีรูปไหนดึงดูดผมให้ดื่มด่ำไปกับสุนทรียภาพทางอารมณ์ได้เท่าภาพนี้ ผมลองคิดๆ ดูจะว่าไปแล้ว ภาพนี้ก็เป็นเพียงภาพเขียนสีน้ำมันธรรมดาไม่ได้หวือหวาเตะลูกตาไปมากกว่าภาพอื่นใดแปลกเสียด้วยซ้ำที่ภาพของเจ้าหล่อนไม่มีทั้งชื่อศิลปินและชื่อภาพ(ผมเคยถามรายละเอียดเจ้าหน้าที่ในหอศิลป์ก็ไม่ได้อะไรมากเกินไปกว่า ชื่อเจ้าของเก่าของภาพนี้ ที่เสียชีวิตไปแล้วและบริจาคงานศิลปะที่สะสมไว้ให้หอศิลป์) อย่างที่อธิบายไปภาพของเจ้าหล่อนนั้นออกจะดูเรียบง่าย และธรรมดาเกินไปเสียด้วยหากแตมีอะไรบางอย่างกำลังดึงดูดสายตาของผมให้ลูบไล้ไปทั่วภาพเขียนนี้
ดูเหมือน ผมกำลังตกหลุมรักหล่อนจริงๆ



๒.
ผมสืบร่างไปในหว่างขาของหญิงสาว เธอรวบรัดผมจนแน่นเราร่วมรักกันมากว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว เหงื่อของผมและเธอผสานกันแหวกความหนาวรอบกาย ผมกระทำกิจเป็นจังหวะ บ้างเร่งถี่บ้างกระชับหนัก หญิงสาวครางกระเซ้าเย้ายวน ยากหยุดยั้งห้ามใจจนเมื่อถึงปลายสุดของการเดินทางบนเตียง หลากหลายอารมณ์พากันทะลักล้นผมโอบร่างเธอไว้ในอ้อมแขน กลิ่นไออุ่นในลมหนาวหอมหวนอวลอบไปทั้งห้องเธอกระซิบบอกรักผมเบาๆ ลมอุ่นจากปากเธอลูบไล้ใบหูของผม ผมจูบเธอเบาๆที่หน้าผาก เธอยิ้มรับ
เราทั้งสองคนคบกันมาสองปีกว่าๆผมพบเธอครั้งแรกที่หอศิลป์ของมหาวิทยาลัย บังเอิญหรืออย่างใดไม่ทราบเธอเป็นเพื่อนของเพื่อนผมอีกที เราจึงมีโอกาสได้รู้จักกัน
เราพบกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆส่วนใหญ่จะพบกันในสถานการณ์ที่มีศิลปะเป็นสื่อกลางการสื่อสารเสมอบทสนทนาก็เป็นแค่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเสียมาก แต่ก็นั่นเองเป็นสาเหตุให้ผมชอบเธอ รสนิยมในมุมมองของเธอน่าสนใจทีเดียวเธอสอนให้ผมมองงานศิลปะจากอีกด้าน เธอเคยบอกว่า"ความคิดของคนเรามหรรษจรรย์เสมอแม้แต่การคิดค้นห้องพ่นแก๊สที่ใช้ฆ่าชาวยิวของพวกนาซีก็เถอะ"
นอกจากนี้เธอยังทำให้ผมได้รู้จักการร่วมรักที่สุดแสนจะบรรยาย ใช่ เธอคือคนที่ทำให้ผมเสียความบริสุทธิ์เป็นปลิดทิ้ง



๓.
"ไปดูภาพนั้นมาอีกแล้วเหรอ" เธอถามผมขณะถอดเสื้อกันหนาวโยนไปบนเตียง"ไม่น่าพานายไปเลย ติดภาพนู้ดซะงอมแงมเชียว" เธอหัวเราะ ผมพยักหน้ารับก่อนรินน้ำส้มใส่แก้ว เดินออกไปที่ระเบียง มองท้องฟ้ายามเย็นสีส้มเหลืองลมหนาวเลียใบหน้าเหมือนสุนัขประจบเจ้านาย อากาศทำตัวดีจริงๆผมดื่มน้ำส้มให้ชุ่มชื่นคอ
"นี่ถ้ารูปแม่สาวนั่นเป็นคนจริงๆมีเนื้อมีหนัง นายคงเอาหล่อนไปแล้วมั้ง" เสียงเธอลอยออกมาจากในห้องตามด้วยเสียงปิดประตูห้องน้ำ ผมสดับเสียง ทว่ายังเหม่อมองมวลเมฆบางตานกบางตัวเหินไปมาในอากาศ เหมือนลู่เล่นลมเย็นสนุกสนาน
ไม่นานผมลดดวงตาจากท้องฟ้าใกล้ค่ำ กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถอนหายใจยาวกลับเข้ามานั่งในห้อง เอนตัวลงนอนบนเพดานคือพัดลมที่หยุดนิ่งลาพักงานหมุนอันแสนน่าเบื่อหน่ายเพราะอากาศในห้องตอนนี้พอดีแล้ว ผมหลับตา ขบความคิดถึงภาพเขียนภาพนั้น
ถ้าเจ้าหล่อนในภาพนั้นมีตัวตนจริง ไม่ต้องสงสัยผมคงทำอย่างที่เธอพูดเป็นแน่ แต่ในความเป็นจริง ถึงแม้ผมจะมองเห็นหล่อนและรับรู้การมีอยู่ของหล่อนได้จากดวงตา สัมผัสแค่นั้นก็ยังไม่พอเพราะเจ้าหล่อนก็ยังเป็นเพียงสื่อสองมิติ ทำจากรูปทรงและสีสันของสีน้ำมันบนผ้าใบสี่เหลี่ยม ไม่สามารถเป็นอะไรไปมากกว่านั้น
ทว่าความรู้สึกเกรี้ยวกราดและกระหายอยากภายในต่อเจ้าหล่อน กลับไม่เจือจางลงไปเลยแม้แต่น้อยมันมากขึ้นทุกครั้งที่ผมนึกถึงภาพนู้ดสีน้ำมันหยาบๆ ภาพนั้น จนในบางครั้งวินาทีที่ผมร่วมรักกับแฟนสาวสมองเหมือนตั้งใจทำงานผิดพลาดสลับสับเปลี่ยนภาพเธอตรงหน้าให้เป็นเจ้าหล่อนประหนึ่งคล้ายผมล่วงหล่นลงบนโซฟาสีแดงเลือดนกและร่วมรักกับหญิงสาวที่เกิดจากสีน้ำมัน อย่่างไรอย่างนั้น
อาจจะใกล้ถึงเวลาที่ผมต้องบอกเลิกแฟนคนนี้เสียแล้วกระมัง
เหตุผลไม่ใช่เพราะผมเบื่อเธอแล้วแต่อย่างใด
หากแต่เพราะผมหลงรักหญิงสาวบนผ้าใบ
มากกว่าเธอเสียอีก