fiction


ผมเดินเลียดเงาไม้ไปมาตามทางเดินในสวนสาธารณะได้พักจมูกจากกลิ่นควันของยานพาหนะเป็นการสูดดมดื่มด่ำธรรมชาติจำลองกลางเมืองแม้อากาศจะไม่บริสุทธิ์สมบูรณ์เหมือนริมลำธารกลางป่าแต่ก็ดีกว่าก๊าซเสียจากการเผาไม้ของเครื่องยนต์เป็นไหนๆ
ผ่อนฝีเท้าพักลงนั่งใต้ร่มไม้ผืนใหญ่ แสงแดดสอดลอดตัวมาตามแมกไม้แตะแต้มแสงบนพื้นระยิบระยับทั่วผืนหญ้าคล้ายหมู่ดาวถูกจับวางให้อยู่บนพื้นสีเขียวขจีผมได้ยินเสียงนกกระจิบคุยกันเบาๆ จากกิ่งไม้บนหัว มันฟังดูสนุกซุกซนและขี้เล่นกว่าเสียงนกกระจิบแถวบ้านผมเสียอีกหากนกที่นี้คุยกันเรื่องใบไม้ และฤดูกาลนกแถวบ้านผมคงคุยกันเรื่องการเมือง และเศรษฐกิจแหงแก๋
สวนสาธารณะที่ผมหย่อนก้นพักผ่อนอยู่ตอนนี้แม้จะอยู่ติดถนนใหญ่ใจกลางบางกอกแต่กลับทำให้อารมณ์ที่กำลังหนักอึ้งอื้ออึงจากวันทำงานได้ผ่อนคลายลงอย่างง่ายดายจนไม่น่าเชื่อ ผมค่อยๆ บดบี้อารมณ์บูดๆจากวันทำงานให้ละเอียด ละเลงไปกับสายลมอ่อนอ่อยปล่อยหลังเอนพิงเนื้อแข็งของเปลือกไม้-ทว่ากลับให้ความรู้สึกสบายกว่าที่คิดลมเย็นเย็นพัดช้าช้ามากมาก กับเงาต้นไม้ ทำให้ผมปิดสวิตดวงตาในทันทีไม่เกินหนึ่งนาที ผมหลับสนิทสุดแสนสบาย
ไม่นานผมก็สะดุ้งตื่น พยายามสลัดความง่วงด้วยการบิดขี้เกียจ ค่อยๆปรับสายตาให้เป็นปกติ มองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ก้าวลงจากก้อนเมฆไปแล้วคงได้เวลากลับบ้าน สูดกลิ่นธรรมชาติปลอมๆอีกครั้งอย่างน้อยวันนี้ก็เป็นวันดี จะเอาอารมณ์ดีๆไปใช้ได้อีกทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว ผมหยิบรอยยิ้มใส่ปากลุกขึ้นปัดเศษหญ้าที่ก้น แต่ก่อนจะพาก้นออกจากบริเวณนั้น ความรู้สึกแปลกๆฉุดมือขวาลงกระเป๋ากางเกง ปลายนิ้วมือสัมผัสเพียงตะเข็บก้นกระเป๋าข้างในนั้นว่างเปล่าพิกล
กระเป๋าสตางค์หาย
ก่อนจะตั้งคำถามสอบสวนสาเหตุของการสูญหายกับตัวเอง
ผมบรรจงถอดรอยยิ้มออกจากใบหน้าเสียก่อน
หย่อนลงพื้น
และเหยียบมันจนจมตีน