อากาศร้อนอบชื่นเหนอะหนะ ผมเผ้าเหนียวเกรอะกรังทั้งที่เพิ่งสระไปเมื่อเช้าเหงื่อฉาบแผ่นหลังชุ่มแฉะ ลมนิ่งสนิท ฉันเหลือบมองไปบนท้องฟ้าเมฆตัวใหญ่ซ่อนดวงอาทิตย์ไว้ใต้ร่างปุกปุยสีเทาของมันบรรยากาศซีดเซียวไร้ชีวิตชีวา หมาจรจัดสีน้ำตาลนอนหาวอยู่ริมถนน
ฉันปาดเหงื่อที่หน้าผาก วางช้อนส้อมเข้าคู่กันในจานตรงหน้าเหลือข้าวและขาหมูอีกประมาณสามถีงสี่คำ ฉันอิ่มพอแล้วยืดตัวบิดขี้เกียจ เห็นเจ๊เจ้าของร้านนั่งสัปหงกสู่ภวังค์
ฉันยกแก้วขึ้นดูดชาเย็น อมมันค้างไว้ในปากสักพัก สัมผัสความหวานฉ่ำลิ้น ก่อนลำเลียงของเหลวเย็บเฉียบลงคอคลายร้อน
ไม่นานเมฆสีเทาก็ทนอมน้ำฝนต่อไปไม่ไหว กลั่นหยดน้ำชะโลมสรรพสิ่งเบื้องล่างก่อเกิดสำเนียงเสียงบรรเลงของธรรมชาติดังกังวานตามด้วยเป่าลมพัดซัดสาดจนกิ่งไม้เต้นสะบัดบางกิ่งพ่ายแพ้แก่แรงลมจนแตกหักไม่เป็นท่า บางกิ่งชูก้านตั้งต้านลมฝนส่วนพวกใบไม้สีเขียวที่หมดแรงเหนี่ยวยึดกิ่งก็พากันปล่อยตัวเองหลุดลอยละลิ่วตามแรงลมก่อนเวลาอันควรสายลมกระชากมันขึ้นลงปราศจากทิศทาง และจุดหมาย
ฉันปาดเหงื่อที่หน้าผาก วางช้อนส้อมเข้าคู่กันในจานตรงหน้าเหลือข้าวและขาหมูอีกประมาณสามถีงสี่คำ ฉันอิ่มพอแล้วยืดตัวบิดขี้เกียจ เห็นเจ๊เจ้าของร้านนั่งสัปหงกสู่ภวังค์
ฉันยกแก้วขึ้นดูดชาเย็น อมมันค้างไว้ในปากสักพัก สัมผัสความหวานฉ่ำลิ้น ก่อนลำเลียงของเหลวเย็บเฉียบลงคอคลายร้อน
ไม่นานเมฆสีเทาก็ทนอมน้ำฝนต่อไปไม่ไหว กลั่นหยดน้ำชะโลมสรรพสิ่งเบื้องล่างก่อเกิดสำเนียงเสียงบรรเลงของธรรมชาติดังกังวานตามด้วยเป่าลมพัดซัดสาดจนกิ่งไม้เต้นสะบัดบางกิ่งพ่ายแพ้แก่แรงลมจนแตกหักไม่เป็นท่า บางกิ่งชูก้านตั้งต้านลมฝนส่วนพวกใบไม้สีเขียวที่หมดแรงเหนี่ยวยึดกิ่งก็พากันปล่อยตัวเองหลุดลอยละลิ่วตามแรงลมก่อนเวลาอันควรสายลมกระชากมันขึ้นลงปราศจากทิศทาง และจุดหมาย
หมาจรจัดตัวเดิมวิ่งพล่านหาที่หลบฝนรถจักรยานยนต์คันหนึ่งวิ่งมาดับเครื่องใต้ชายคาร้านก๋วยเตี๋ยวฝั่งตรงข้ามคนขับปลดหมวกกันน็อค ปากบ่นอุบอิบควักกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือมาเช็ดให้แห้ง
ฉันนั่งมองโลกที่กำลังถูกทาทับด้วยสีเทาขุ่นๆตึกรามบ้านช่องก้าวถอยหายไปหลังม่านหยดน้ำถ้าไม่นับเจ๊เจ้าของร้านที่หลับฟุบลงไปบนแขนของตัวเองฉันรู้สึกเหมือนนั่งอยู่คนเดียวในโลกสีเทา ละอองน้ำชวนให้ผ่อนคลายฉันหายร้อน หมาสีน้ำตาลเห่าขู่ท้องฟ้าที่ร้องครืนครั่นคนขับจักรยานยนต์ประกบโทรศัพท์กับหูสนทนาด้วยรอยยิ้มกับใครสักคนที่ปลายทางสัญญาณ
นึกขึ้นได้ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือกดโทรหาเพื่อนที่นัดกันไว้
"สวัสดีเว้ย" เสียงปลายสายใช้ถ้อยคำสนิทสนม
"เออ หวัดดี กูติดฝนอยู่แถวบ้านหวะ ยังออกไปไม่ได้ เอาไว้ไปช้าหน่อยนะ รอก่อนนะ แป๊บเดียว"
"โห่ ให้กูรออีกแล้ว ตลอดแหละมึง"
"อ้าวอีนี่ ฝนตกนี่หว่า กูไม่ใช่พระเจ้านะ จะสั่งให้มันหยุดได้"
"อื้มๆๆๆ เดี๋ยวกูไปเดินเล่นรอมึงก็ได้ ถึงแล้วรีบโทรมา อย่าช้าให้มาก"
"จ้าๆ โทษทีนะ ไว้เจอกัน บาย"
"บาย" เธอกดตัดสาย
เก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า ฉันเอามือป่องปาก หาวจนน้ำตาไหลอุณหภูมิของอากาศรอบๆเอื้ออำนวยต่อการนอนอย่างยิ่งเจ๊เจ้าของร้านกรนเบาๆคลอไปกับเสียงฝน
สายฝนบางตา แต่ยังไม่หยุดดียังออกไปไหนไม่ได้อยู่ดี หันซ้ายหันขวา ไม่มีอะไรทำฉันหยิบช้อนส้อมเขี่ยอาหารที่เหลือให้เป็นรูปหน้าคนแก้เบื่อ เริ่มจากตากลมโตที่ทำจากข้าวสีขาวเม็ดอิ่มอวบ แปะลูกตาด้วยหนังหมูจัดรูปจมูกให้เข้าที่ด้วยผักดอง ประกบเรียวปากยาวด้วยเนื้อหมูสีน้ำตาลและขาแมลง
ขาแมลง สีน้ำตาลแดง
ขาของแมลงอะไรสักอย่าง ฉันแหวกเศษอาหารออกจากกัน ประสบพบความน่าอุจาดทันตา
แมลงสาบ! เหี้ยจริงๆ อีเจ๊ซกมกแสนสกปรก กูจะไม่กินขาหมูร้านมึงอึก แหวะโชคดีนะที่กูยังไม่ได้กินมันลงไป ถ้ากูอาหารเป็นพิษขั้นหนักจนตายกูจะเป็นผีมาหลอกมึง!
คล้ายเจ๊เจ้าของร้านได้ยินความคิดของฉัน เธอสะดุ้งขึ้นนั่งหลังตรง หันมองไปมา แต่พอเห็นว่าไม่มีลูกค้าใหม่ เธอก็ก้มลงหลับต่อ
ทว่าเมื่อฉันก้มลงสังเกตจานข้าวอีกครั้งด้วยใบหน้าโกรธเกร็ง ร่างของฉันสะดุ้งตัวกว่าเจ๊เมื่อตะกี้หลายเท่านัก
เพราะฉันเพิ่งพบรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้อาหารกลางวันขึ้นมาจุกรวมกันที่คอ
ขณะเมฆสีเทาพรมน้ำฝนใส่พื้นโลก
ขณะอีเจ๊เจ้าของร้านยังหลับกลางวันสบายใจไม่รับรู้ในความผิด
ขณะหมาสีน้ำตาลขนเปียกปอนยังเห่าหอนเสียงร้องจากฟากฟ้า
ขณะคนขับจักรยานยนต์ทำปากจุ๊บๆใส่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง
ฉันก็ใช้เวลาเพ่งมองแมลงสาบสีน้ำตาลแดงบนจานข้าวขาหมู
ที่มีร่างแค่ครึ่งเดียว
แค่เท่านั้นจริงๆ
นึกขึ้นได้ ฉันหยิบโทรศัพท์มือถือกดโทรหาเพื่อนที่นัดกันไว้
"สวัสดีเว้ย" เสียงปลายสายใช้ถ้อยคำสนิทสนม
"เออ หวัดดี กูติดฝนอยู่แถวบ้านหวะ ยังออกไปไม่ได้ เอาไว้ไปช้าหน่อยนะ รอก่อนนะ แป๊บเดียว"
"โห่ ให้กูรออีกแล้ว ตลอดแหละมึง"
"อ้าวอีนี่ ฝนตกนี่หว่า กูไม่ใช่พระเจ้านะ จะสั่งให้มันหยุดได้"
"อื้มๆๆๆ เดี๋ยวกูไปเดินเล่นรอมึงก็ได้ ถึงแล้วรีบโทรมา อย่าช้าให้มาก"
"จ้าๆ โทษทีนะ ไว้เจอกัน บาย"
"บาย" เธอกดตัดสาย
เก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า ฉันเอามือป่องปาก หาวจนน้ำตาไหลอุณหภูมิของอากาศรอบๆเอื้ออำนวยต่อการนอนอย่างยิ่งเจ๊เจ้าของร้านกรนเบาๆคลอไปกับเสียงฝน
สายฝนบางตา แต่ยังไม่หยุดดียังออกไปไหนไม่ได้อยู่ดี หันซ้ายหันขวา ไม่มีอะไรทำฉันหยิบช้อนส้อมเขี่ยอาหารที่เหลือให้เป็นรูปหน้าคนแก้เบื่อ เริ่มจากตากลมโตที่ทำจากข้าวสีขาวเม็ดอิ่มอวบ แปะลูกตาด้วยหนังหมูจัดรูปจมูกให้เข้าที่ด้วยผักดอง ประกบเรียวปากยาวด้วยเนื้อหมูสีน้ำตาลและขาแมลง
ขาแมลง สีน้ำตาลแดง
ขาของแมลงอะไรสักอย่าง ฉันแหวกเศษอาหารออกจากกัน ประสบพบความน่าอุจาดทันตา
แมลงสาบ! เหี้ยจริงๆ อีเจ๊ซกมกแสนสกปรก กูจะไม่กินขาหมูร้านมึงอึก แหวะโชคดีนะที่กูยังไม่ได้กินมันลงไป ถ้ากูอาหารเป็นพิษขั้นหนักจนตายกูจะเป็นผีมาหลอกมึง!
คล้ายเจ๊เจ้าของร้านได้ยินความคิดของฉัน เธอสะดุ้งขึ้นนั่งหลังตรง หันมองไปมา แต่พอเห็นว่าไม่มีลูกค้าใหม่ เธอก็ก้มลงหลับต่อ
ทว่าเมื่อฉันก้มลงสังเกตจานข้าวอีกครั้งด้วยใบหน้าโกรธเกร็ง ร่างของฉันสะดุ้งตัวกว่าเจ๊เมื่อตะกี้หลายเท่านัก
เพราะฉันเพิ่งพบรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้อาหารกลางวันขึ้นมาจุกรวมกันที่คอ
ขณะเมฆสีเทาพรมน้ำฝนใส่พื้นโลก
ขณะอีเจ๊เจ้าของร้านยังหลับกลางวันสบายใจไม่รับรู้ในความผิด
ขณะหมาสีน้ำตาลขนเปียกปอนยังเห่าหอนเสียงร้องจากฟากฟ้า
ขณะคนขับจักรยานยนต์ทำปากจุ๊บๆใส่โทรศัพท์มือถือของตัวเอง
ฉันก็ใช้เวลาเพ่งมองแมลงสาบสีน้ำตาลแดงบนจานข้าวขาหมู
ที่มีร่างแค่ครึ่งเดียว
แค่เท่านั้นจริงๆ

