fiction

     เรือไม้ลำน้อยแบบพื้นถิ่นกระโจนใส่คลื่นกระเซนซ่าน ชายผิวสีน้ำตาลแดงที่นั่งคุมหางเสือ เขาหรี่ตามองตรง แดดใสฉายอาบใบหน้ากร้านหยาบ แต่ปากยิ้มอารมณ์ดี ผมนั่งหัวเรือฟังเสียงเรือเสียดแทงแถกไถคลื่น ประหนึ่งได้สดับบทเพลงขับกล่อมอารมณ์ชั้นดี ผมกดเปลือกตาสนิท ฉากสีดำอมส้มหลังเปลือกตาทำให้ผมผ่อนคลาย ปล่อยให้ลมทะเลเป่าปะทะใบหน้า สายลมยืนมือมาปัด-ขยี้-ละเลงเส้นขนบนหัวของผมสะบัด กลิ่นทะเลหอมหวนอย่างประหลาด ความทรงจำสีขุ่นเผยตัวออกจากม่านอดีตดำสนิท เพียงชั่วครู่ ก่อนจะจากไปแทนที่ด้วยก้อนปุยสีขาวนวล แต่ก็ไม่นานพอที่ผมจะจดจำ และแยกแยะห้วงอารมณ์ใดๆได้ทัน ก้อนอารมณ์เหล่านั้นพลันแตกเป็นฟองกระจายไร้ทิศทาง ภายใต้ความรู้สึกเสมือนระหว่างความจริงกับความฝัน ระหว่างความสุขกับความเศร้า ระหว่างหัวเราะกับร้องไห้ ระหว่างท้องฟ้าเวิ้งว้างกับผืนดินแห้งผาก ผมคล้ายถูกเทใส่ด้วยกากตะกอนสีน้ำตาลข้น มันไหลทะลักท่วมท้นทับทาบจนสมบูรณ์ ในหัวของผมร้อนระบม ไม่นานก็หายไป และกับมาอีกครั้ง ก่อนจะหายไป และอีกครั้ง วนเวียนซ้ำซาก ผมสูญเสียการควบคุมทุกทาง ประตูถูกปิดแล้ว ผมเปิดปากอ้าตะโกนร้อง ทว่าเงียบงันสนิท ไม่มีเสียงใดถูกปล่อยออกจากปาก เส้นเลือดในหัวดิ้นกระเสือกกระสน ขดตัวแทรกจนปวดระบม กระดูกสันหลังลั่นเอียดออด ภายในเสี้ยววินาที ที่ความมืดหลังเปลือกตา ผมเดินทางไปสู่อีกความมืด ไร้ซึ่งหนแห่ง

     ผมสะดุ้งลืมตา แสงสีขาวจ้าแยงตาอย่างไม่ประนีประนอม ผมคลื่นเหียนสุดกลั้น ขาดสะบั้น ผมโก่งตัวอ้วก ชายผิวสีน้ำตาลแดงซึ่งขณะนี้ย้ายมานั่งข้างผม ใช้มือลูบหลังผมเบาๆ "ไหวไหมไอ้หนู" เขาถามผมด้วยสำเนียงท้องถิ่น "เห็นแปลกๆไปตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว" ผมพยักหน้าสามครั้ง ก่อนจะเบนตัวออกไปทางขวา และสำรอกของในท้องอีกครั้ง คราวนี้แสบคันลำคอกว่าครั้งแรกเป็นเท่าตัว

     ความเงียบห่มคลุมทุกอย่างไว้พลัน ณ กราบขวานั้น เหนือผืนน้ำทะเลสีเขียวเข้มที่เคลือบไปด้วยของเหลวจากกระเพาะของผม ผมเห็นภาพสะท้อนของตัวเอง บิดเบี้ยว มันแสยะยิ้มเยาะ รอยยิ้มประหลาด ซึ่งผมไม่มีวันลืม

 

 

ด้วยแรงขับเคลื่อนภายในจากการอ่านผลงานของ

ฮารูกิ มูราคามิ